วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มหาเศรษฐีหมื่นล้านชาวอินเดีย สร้างเจดีย์วิปัสสนาใหญ่ที่สุดในโลก

รายงานพิเศษ : สุภัช จันทรา มหาเศรษฐีหมื่นล้านชาวอินเดีย สร้างเจดีย์วิปัสสนาใหญ่ที่สุดในโลก
มหาเศรษฐีชาวอินเดียวัย 61 ปี “สุภัช จันทรา” ผู้มีสินทรัพย์ ในครอบครองราว 60,000 ล้านบาท เจ้าของกิจการเครือข่ายโทรทัศน์ Zee TV ที่มีผู้ชม 500 ล้านคนต่อวัน และเจ้าของ Esselworld and Water Kingdom สวนสนุกและสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้ทุ่มทุน 750 ล้านรูปี (ราว 500 ล้านบาท) เพื่อสร้างศูนย์วิปัสสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีชื่อว่า เจดีย์วิปัสสนาสากล (Global Vipassana Pagoda) ซึ่งเป็นเจดีย์สีทองขนาดมหึมา ตั้งโดดเด่น เป็นสง่าท่ามกลางแมกไม้ในหมู่บ้านโกไร เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย
จันทราเกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีเครือญาติช่วยกันทำการค้า ภายในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของอินเดีย ต่อมาเกิดภาระหนี้สิน จึงต้องแยกย้ายกันไป จันทราต้องออกจากมหา วิทยาลัยกลางคัน เวลานั้นเขาเหลือเงิน ติดกระเป๋าไม่ถึง 30 บาท ขณะมุ่งหน้าสู่กรุงนิวเดลีเพื่อทำงานหาเงินมาใช้หนี้ ให้ครอบครัว
ในที่สุดเขาก็หาเงินก้อนใหญ่ได้จากการค้าข้าว เขาจึงย้ายไป ที่เมืองมุมไบ เพื่อตั้งโรงงานเล็กๆผลิตหลอดลามิเนทบรรจุผลิตภัณฑ์ ต่อมาในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย จันทราได้เปิดสถานีโทรทัศน์ซีทีวี (Zee TV) ซึ่งเป็นโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งแรกของอินเดียในปี 1992 ตอนนั้นครอบครัวของเขากังวลว่า เขาจะต้องสูญเสียธุรกิจเดิมที่สร้างมากับมือไป
อโศก คูเรียน เพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งซีทีวี เล่าว่า มันเหมือนการเดินเข้าสู่หุบเขาแห่งความตาย ยุคนั้นยังไม่มีสถานีโทรทัศน์ของเอกชน เพราะทางการไม่ให้ใบอนุญาต ดังนั้น จันทราจึงไปเปิดสถานีที่ฮ่องกงแทน รัฐบาลอินเดียได้เรียกตัวเขาไปสอบสวนหลายครั้ง และให้ปิดสถานี แต่จันทราปฏิเสธ แม้ในช่วงเริ่มต้นเขาต้องสูญเงินเดือนละ 180 ล้านบาทก็ตาม
ในตอนนั้น จันทราได้รับการแนะนำให้รู้จัก “สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า” วิปัสสนาจารย์ชาวอินเดีย ซึ่งได้ชักชวนให้จันทราเข้าคอร์สวิปัสสนาเป็นครั้งแรก “สุชีลา” ผู้เป็นภรรยาได้สนับสนุนให้สามีลองทำวิปัสสนา เพื่อล้างพิษจากความเครียดที่มีอยู่
คอร์สแรกสำหรับเขาใช้เวลา 10 วัน ให้ผลดีมากกว่าแค่การขจัดความเครียด เพราะเมื่อจันทรากลับไปทำงาน เพื่อนร่วมงาน สังเกตได้ถึงความคิดของเขาว่า “แหลมคมเหมือนใบมีด”
และเมื่อเรื่องงานทำให้เขารู้สึกเครียดมากขึ้น เขาก็ยังคงไปเข้าคอร์สทำวิปัสสนาอยู่เสมอ และแม้จะมีเรื่องงานที่ทำให้เขาไม่อาจหยุดได้ เขาก็จะพักงานไว้ก่อน
“บ่อยครั้งที่มีเรื่องทำให้ผมไปเข้าคอร์สวิปัสสนาไม่ได้ แต่ผมก็ยังไป” จันทราพูด
อโศก คูเรียน เล่าว่า ช่วงปีแรกๆของการก่อตั้งซีทีวี เขารับไม่ได้กับการหายตัวไปของจันทราบ่อยครั้ง
“เรามักมีปัญหาที่ไม่ซ้ำกัน 40 เรื่องประดังเข้ามาพร้อมๆกัน แล้วจันทราก็หายตัวไปขณะที่เรายุ่งกับการแก้ปัญหา แต่แล้วเขาก็จะกลับมาในสภาพที่ได้ไปเติมพลังชาร์จแบตมาอย่างดี”
กว่า 20 ปีที่มหาเศรษฐี ชาวอินเดียได้เรียนทำวิปัสสนากับโกเอ็นก้า วิปัสสนาจารย์วัย 86 ปี
“การทำวิปัสสนาสอนให้ผมมีจิตใจสงบนิ่งในทุกๆสถานการณ์ของชีวิต ซึ่งช่วยผมเป็นอย่างมากในเรื่องธุรกิจ โดยเฉพาะในยามวิกฤต ผมค้นพบว่า การทำสมาธิแบบนี้ เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ และผมรู้สึกว่า มันเป็นหนทางที่เหมาะสำหรับผม”
จันทราบอกว่า การทำวิปัสสนาช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ ทางธุรกิจจนร่ำรวยมหาศาล เขาจึงพยายามชักชวนคนในครอบ ครัวไปเข้าคอร์สวิปัสสนา และยังสนับสนุนให้พนักงานซีทีวี ลางานโดยได้รับเงินเดือน เพื่อไปเข้าคอร์สวิปัสสนา แต่มีไม่ถึง 15% ที่ลางานไป มหาเศรษฐีใหญ่พูดอย่างอารมณ์ดีว่า “มันไม่ได้อยู่ในชะตาลิขิตของพวกเขา”
ในปี 1997 จันทราได้ยกที่ดินราว 33 ไร่ มูลค่า 150 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์วิปัสสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจำลองแบบมาจากมหาเจดีย์ชเวดากองของพม่า
“ผมได้รับประโยชน์มากมายจากการทำวิปัสสนา จึงอยากให้คนอื่นๆได้มีโอกาสเข้าร่วมในประสบการณ์นี้เช่นกัน” จันทรากล่าวขณะนั่งในห้องทำงานที่สำนักงานใหญ่ของเอซเซิล เขามีท่าทีสงบนิ่งเช่นเดียวกับภาพวาดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แขวนอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของเขา
จันทราเข้ามาดูแลการก่อสร้างเจดีย์ดังกล่าวทุกขั้นตอน เขาขับรถนาน 2 ชม.จากที่ทำงานไปยังเขตก่อสร้างเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
“นี่เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อให้อยู่ได้นานถึง 2,000 ปี” จันทราบอก
เมื่อเจดีย์สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 2008 มหาเศรษฐีหนุ่มใหญ่ ก็ได้จัดพิธีเฉลิมฉลอง โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ไปประดิษฐาน ณ ยอดโดมที่ใหญ่ที่สุด
หลังการเฉลิมฉลองเจดีย์วิปัสสนาแล้ว จันทราได้ส่งมอบการบริหารกิจการทั้งหมดให้บุตรชายคนโต และในปีถัดมา เขาได้ ก้าวลงจากตำแหน่งประธานมูลนิธิวิปัสสนาสากล แต่ยังคงเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินและทำวิปัสสนาเป็นประจำทุกวัน เขาบอกว่า
“ผมสามารถทำวิปัสสนาได้ทุกที่ ทุกเวลา แม้ขณะกำลังพูดคุยอยู่กับคุณ”
• เจดีย์วิปัสสนาสากล
โครงการก่อสร้างเจดีย์วิปัสสนาสากล เริ่มวางศิลาฤกษ์ในปี 1997 โครงสร้างทั้งหมดประกอบด้วยเจดีย์รูปโดม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ห้องโถงขนาดใหญ่ สำหรับปฏิบัติวิปัสสนา หอศิลป์จัดแสดงภาพพุทธประวัติและพุทธธรรมเจดีย์ขนาดเล็กสูง 60 ฟุต 2 องค์ ทางทิศเหนือและใต้ห้องสมุดและห้องเรียน ลานกว้างรอบๆพระเจดีย์ ตึกธุรการห้องใต้ดิน และห้องประชุม 2 ห้อง
จุดประสงค์ของการสร้างเจดีย์นี้ เพื่อแสดงความซาบซึ้งในมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงธรรมอันเป็นสากล เพื่อให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ และนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง และเพื่อแสดงออกถึงความขอบคุณประเทศพม่า ที่ยังคงอนุรักษ์การทำวิปัสสนาแบบดั้งเดิมไว้ ในขณะที่ได้หายสาบสูญไปจากแหล่งกำเนิดในอินเดียแล้ว
เจดีย์องค์นี้สร้างโดยใช้เทคโนโลยีผสมผสานระหว่างอินเดีย
โบราณและสมัยใหม่ โดยใช้เทคนิคโบราณที่นำก้อนหินทรายแดงมาเชื่อมต่อกันด้วยปูนขาว หินแต่ละก้อนหนัก 700 กก. น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2.5 ล้านตัน เพื่อให้คงทนถาวรราว 2,000 ปี
รูปแบบเจดีย์วิปัสสนาสากล จำลองมาจากมหาเจดีย์ชเวดากองของพม่า โครงสร้างของพระเจดีย์ประกอบด้วยโดม 3 ส่วน
ส่วนแรกที่เป็นโดมใหญ่สุด สร้างเสร็จในปี 2006 มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน ณ ยอดโดม นับเป็นสิ่งก่อสร้างรูปโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งขุดพบในสถูปสาญจี และสมาคมมหาโพธิแห่งอินเดียได้มอบให้เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ เจดีย์แห่งนี้
ส่วนโดมที่สองและสามสร้างอยู่บนยอดของโดมแรก สร้างแล้วเสร็จในปี 2008
บริเวณศูนย์กลางของเจดีย์เป็นโดมหินไร้เสาค้ำยันที่ใหญ่ที่สุดในโลก องค์พระเจดีย์สูง 96.12 เมตร ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของโดมโกล กัมบาซ แห่งเมืองพิชปุระ ในรัฐกรณาฏกะ ของอินเดีย ซึ่งเคยเป็นปูชนียสถานรูปโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกส่วนที่กว้างที่สุดของโดมเท่ากับ 97.46 เมตร และส่วนที่แคบที่สุดเท่ากับ 94.82 เมตร ภายในเจดีย์เป็นที่โล่ง ไม่มีเสาค้ำยัน ใช้เป็นห้องปฏิบัติวิปัสสนา บนพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร รองรับได้มากกว่า 8,000 คน
โดยเริ่มประเดิมเปิดคอร์สปฐมฤกษ์ ปฏิบัติวิปัสสนากับอาจารย์โกเอ็นก้า ณ เจดีย์แห่งนี้เป็นเวลา 1 วัน เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2008 ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2009 ได้มีพิธีเปิดเจดีย์วิปัสสนาสากลอย่างเป็นทางการ โดยมี นางประติภา ปาติล ประธานาธิบดีของอินเดีย เป็นประธาน
เจดีย์วิปัสสนาสากลถือเป็นปูชนียสถานที่มีชื่อเสียงของเมืองมุมไบ และนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ในแต่ละวันมีผู้คนมากมายได้เดินทางมาที่นี่ เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งทางรัฐมหาราษฏระคาดว่าสถานที่แห่งนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ปีละหลายแสนคน
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 136 เมษายน 2555 โดย พิสุทธิ์)

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การปลุกระดมสร้างความดูหมิ่นเกลียดชังเป็นเรื่องอันตรายและสร้างความเสียหายได้มาก

 
การปลุกระดมสร้างความดูหมิ่นเกลียดชังเป็นเรื่องอันตรายและสร้างความเสียหายได้มาก ไม่ว่าในเรื่องการเมืองหรือเรื่องศาสนา ดังกรณีตัวอย่างเรดการ์ดในประเทศจีน ในบทความด้านล่างนี้
....สถานีโทรทัศน์จีนเกิดได้แนวคิดจากปรากฏการณ์เรื่องสามีขอโทษภรรยาในที่ สาธารณะจากญี่ปุ่นเลยมาจัดรายการเรียลิตี้โชว์ในทีวี. แต่ดัดแปลงเป็นเรื่องการนอกใจภรรยาซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมชาวจีนมาก (โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่เป็นภรรยาและกิ๊ก) แต่ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ2556 นี่เองได้มีชายชาวนาวัย 50 เศษคนหนึ่งชื่อจาง จินหยิง ได้มาออกทีวี.ขอโทษคุณครูที่สอนเขาเมื่อตอนชั้นมัธยม 2 เนื่องจากเขานำพรรคพวกนักเรียนเรดการ์ดกล่าวหาว่าคุณครูเป็นพวกนายทุนทรยศ ต่ออุดมการณ์ของประธานเหมา เจ๋อตง จนทำให้คุณครูผู้นั้นถูกขึ้นศาลเตี้ยโดนทำร้ายร่างกายและถูกแห่ประจานไปใน เมืองแถมถูกไล่ออกจากงานด้วย

นายจาง จินหยิง กล่าวว่า ที่เขาออกมาขอโทษคุณครูต่อสาธารณชนก็เพื่อที่จะให้เยาวชนจีนปัจจุบันทราบ ความจริงของความผิดและความเลวร้ายของการปลุกระดมเด็กและเยาวชนให้โจมตี วัฒนธรรมดั้งเดิมโดยต่อต้านผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของประธานเหมา เจ๋อตง จึงเกิดเป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรมขึ้นในช่วง พ.ศ.2509-2519 ซึ่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรมนี้เป็นการทดลองทางวิศวกรรมสังคมครั้งสุดท้ายของ เหมา เจ๋อตง ที่เรียกร้องยุยงให้เยาวชนจีนลุกขึ้นกบฏต่อผู้ใหญ่ทุกหมู่เหล่ายกเว้นเพียง ตัวของประธานเหมาเท่านั้น

โดยเหมา เจ๋อตง ให้การสนับสนุนให้เยาวชนจีนนับล้านคนรวมตัวเป็นกองทัพเรียกตัวเองว่าเรดการ์ ดออกเดินทางทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น วัด พระพุทธรูป และจับตัวผู้ที่พวกเรดการ์ดเห็นว่าเป็นพวกที่ทรยศต่อเหมา เจ๋อตง หรืออุดมการณ์ของเหมา เจ๋อตง ประจาน ทรมานจนถึงฆาตกรรม
หลังจากที่นายจาง จินหยิง ได้ออกมาขอโทษคุณครูของเขาแล้ว ก็มีเรื่องฮือฮาอันปวดหัวใจของสมัยปฏิวัติทางวัฒนธรรมติดตามมาอีกทาง โทรทัศน์ คือมีทนายความชื่อนายจาง หงปิง ได้ออกมาขอโทษมารดาที่ล่วงลับไปแล้วของเขาที่ถูกประหารชีวิต เนื่องจากใน พ.ศ.2509 ขณะที่เขาอายุ 13 ปี ในฐานะเรดการ์ดได้รายงานต่อกองทัพเรดการ์ดว่าตอนที่มารดาของเขาทะเลาะกับพ่อ ของเขานั้น เธอได้ด่าประธานเหมา เจ๋อตง ไปด้วยเขาจึงเรียกร้องให้ยิงเป้านางฟาง จงโหมว มารดาของเขาเองในความผิดครั้งนี้ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์นางฟาง จงโหมว ก็ถูกยิงเป้า
ทนายจาง หงปิง ได้เรียกร้องวิงวอนให้มีการสร้างหลุมฝังศพของมารดาเขาเป็นอนุสรณ์สถานแห่ง ชาติเพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจเยาวชนชาวจีนอย่าได้หลงผิดเช่นตัวเขา และเขายอมที่จะเปิดเผยตัวและเปิดเผยความชั่วช้าที่เขากล่าวหาแม่ของเขา และเรียกร้องให้มีการยิงเป้าแม่ของตัวเองซึ่งเป็นความทรมานใจของเขาจนกว่า ชีวิตจะหาไม่
การออกมาขอโทษในความผิดของพวกเรดการ์ดผู้ซึ่งปัจจุบันมีอายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไปแล้ว ยังคงหลั่งไหลมาออกทีวี.สารภาพความชั่ว ความผิดพลาดของตนครั้งยังเยาว์และทรมานใจคนพวกนี้มาชั่วชีวิต เขาต้องการขอโทษและประจานตัวเองต่อสาธารณชนในเหตุการณ์เมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมาแล้วอย่างสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งแล้ว
นอกจากนี้ นายเฉิน เสี่ยวลู่ บุตรชายของวีรบุรุษในสงครามปลดแอกพลเอกเฉินหยีได้ออกมาประจานตนเองทาง โทรทัศน์ถึงการที่เขานำพวกเรดการ์ดเข้าจับครูและผู้บริหารของโรงเรียนมัธยม ในกรุงปักกิ่งมาประจานและทรมานในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว เขายังได้รวบรวมอดีตเพื่อนนักเรียนเรดการ์ด 14 คน กลับไปโรงเรียนเดิมของเขาและจัดงานเลี้ยงขอโทษแก่บรรดาครูและผู้บริหาร โรงเรียนอย่างเป็นทางการอีกด้วย
ครับ ! แฟชั่นการออกมาขอโทษทางโทรทัศน์ของพวกอดีตเรดการ์ดคงจะมีต่อเนื่องไปอีก นานทีเดียว เพราะทั้งจำนวนเรดการ์ดและเหยื่อนั้นมีจำนวนเป็นสิบๆ ล้านคน คงจะยังต้องขอโทษกันอีกเป็นปีละครับ
ว่าแต่คนไทยเถอะครับ เห็นยุให้ฆ่ากันเองทั้งบ้านทั้งเมืองตอนนี้ ไม่กลัวว่าในอนาคตจะมานั่งร้องไห้เสียใจร่ำร้องที่จะขอโทษกันเป็นปีๆ กันหรือ ?
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ขอขอบคุณ ภาพและบทความ "แฟชั่นขอโทษของจีน "
จากมติชนรายวัน 13 พ.ย. 2556

@ อาณาจักรและพุทธจักรต้องเกื้อกูลกัน@


@ อาณาจักรและพุทธจักรต้องเกื้อกูลกัน@

>>อาณาจักร>>
การปกครองทางโลกมีอำนาจมาก
*เป็นอำนาจแบบแข็ง แต่เปราะ*
พ้นตำแหน่งก็หมดอำนาจ ประชาชนไม่ยอมรับก็หมดอำนาจ


>>พุทธจักร>>
เป็นสายใย ความเคารพศรัทธา
ไม่มีอำนาจจะไปสั่งการอะไรมากมาย เป็นอำนาจแบบอ่อน แต่เหนียวแน่น ผูกพันตลอดชีวิต
นับแต่โบราณ ผู้ปกครองแผ่นดินจะเข้าใจความสัมพันธ์เกื้อกูลนี้ดี จึงให้ความเคารพคณะสงฆ์ อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา เป็นแบบอย่างของพุทธมามกะที่ดี คณะสงฆ์ก็เป็นที่พึ่งทางใจให้ประชาชน และทำให้อำนาจของผู้ปกครองแผ่นดินเกิดความชอบธรรม สังคมก็สงบร่มเย็น

พระเจ้าตากสินมหาราชกู้เอกราชจากพม่าได้ เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ประกาศจุดยืนของตนชัดเจนว่า
** อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
**ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
**ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
**แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ทำให้จิตใจของประชาชนที่ระส่ำระสายสงบลง เกิดความสมานสามัคคี

เมื่อ ร.1 สถาปนาราชวงศ์จักรี ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนเช่นกันว่า
** ตั้งใจจะอุปถัมภก
**ยอยกพระพุทธศาสนา
**ป้องกันขอบขัณฑสีมา
**รักษาประชาชนและมนตรี

>>>ขณะนี้มีความพยายามจะนำการเมืองทางโลก เข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์>>>
มีการจาบจ้วงดูหมิ่นมหาเถรสมาคมและพระมหาเถระ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

***เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง***
จะสร้างความระส่ำระสายแก่สังคมไทยอย่างรุนแรงลึกซึ้ง
จนถึงขนาดสายสัมพันธ์ของอาณาจักรและพุทธจักรในสังคมไทยอาจล่มสลายลงได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

** อย่าท้าทายกับศรัทธามหาชน !!! **
ผู้มีอำนาจควรยับยั้งการเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์โดยทันที
>>>ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย>>>

@การบริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมอันหนัก@


@การบริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมอันหนัก@

       ผู้บุกเบิกให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ ในช่วงแรกมักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยเพราะขัดกับความคุ้นเคยเดิม แม้ในวงการพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน พระมหาเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ต่างก็ประสบกับการวิพากษ์โจมตีอย่างหนักมาแล้ว เพราะคนเรา พอไม่เข้าใจก็ไม่ชอบ หาเรื่องจับผิด ด่าว่า ใส่ร้ายป้ายสี อาทิ

>>@พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต @>>
       ผู้เดินธุดงค์ตั้งใจปฏิบัติธรรมบุกเบิกสร้างพระป่าสายอีสาน ก็เคยถูกครหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรมดังเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนวิจารณ์ว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎกที่บอกว่าไปสนทนาธรรมกับพระอรหันต์ ที่นิพพานแล้วได้

>>@ครูบาศรีวิชัย@>>
      ผู้นำศิษยานุศิษย์สร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพสำเร็จในเวลาเพียง 3 เดือน และบุกเบิกเผยแผ่ธรรมะอย่างกว้างขวางในแดนล้านนาก็เคยถูกใส่ร้ายป้ายสี จนถูกจับขังถึง 3 ครั้ง ปลดจากเจ้าอาวาส ถูกคุมตัวเข้ากรุงเทพฯ

>>@สมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)@>>
      ผู้วางรากฐานให้ มจร. เติบใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์หลักในปัจจุบัน ส่งพระไทยไปเรียนกรรมฐานกับพระพม่า กลับมาบุกเบิกสร้างสายธรรมปฏิบัติพองหนอยุบหนอในไทย ก็เคยถูกข้อกล่าวหาจากสังฆนายกในยุคนั้นว่าปาราชิก และสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้สึก ถึงขนาดถูกจับสึกเปลื้องผ้าเหลืองออก ต้องนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่สันติบาล 4 ปี แต่สุดท้ายศาลก็พิพากษาว่าท่านไม่ผิดจึงกลับมาครองผ้าเหลืองใหม่ ก่อนมรณภาพได้เป็นถึงผู้รักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช

>>@หลวงพ่อฤาษีลิงดำ@>>
       ผู้บุกเบิกการปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ ก็เคยถูกกล่าวหาว่าปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าไปสวรรค์ ไปนิพพานได้

>>@หลวงพ่อพุทธทาส@>>
       ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า เพราะเทศน์ปากเปล่าโดยไม่ถือใบลาน ซึ่งคนยุคนั้นไม่คุ้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระมหายาน พระนอกรีต เพราะชอบสอนเรื่องสุญญตา อิงคำสอนของท่านนาคารชุน ชอบแนวคิดแบบเซ็น แต่ท่านก็สามารถดึงปัญญาชนจำนวนมากให้หันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา

>>@หลวงพ่อธัมมชโย@>>
       ก็ถูกกล่าวหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรม และยักยอกที่ดินวัด แต่ท่านก็สามารถชักชวนประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมทำความดีมากมายนับล้านคนและ ยืนหยัดเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อเนื่องไปทั่วโลก

>>@หลวงตามหาบัว@>>
       ก็เคยถูกกล่าวหาอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าตนเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่พูดจาหยาบคาย จับเงินจับทองผิดพระวินัย ระดมผ้าป่าช่วยชาติซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์ หวังจะขึ้นเป็นใหญ่ในวงการสงฆ์ทางลัด แต่ท่านก็สามารถสร้างศรัทธาในหมู่ชาวพุทธได้มากมาย
น่าคิดว่า ผู้ที่เคยบริภาษดูหมิ่นดูแคลนพระมหาเถระเหล่านี้ จะต้องแบกบาปมากเพียงใด ตอนกำลังด่าว่าท่าน ทุกกรณีจะมีลักษณะคล้ายกัน คือ แต่ละคนก็คิดว่าท่านไม่ดีไม่ใช่พระแล้วคิดถึงขั้นว่าด่าแล้วไม่บาป ได้บุญด้วย ปลุกระดมกันและกันด้วยโทสวาท (hate speech)ให้เกิดความเกลียดชังอย่างมากๆ
แต่พระมหาเถระเหล่านี้ แต่ละท่านก็ได้พิสูจน์ด้วยการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิตของท่าน คุณูปการที่แต่ละรูปได้สร้างไว้นั้นต้องใช้ทั้งชีวิต ผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ใจจะทำอย่างนั้นไม่ได้
น่าคิดว่าผู้ที่ด่าว่าท่านพระอาจารย์มั่น ครูบาศรีวิชัย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ) ฯลฯ คนเหล่านี้จะต้องรับกรรมหนักเพียงใด?
      ส่วนพระที่มีเจตนาไม่สุจริตนั้น มักอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องออกไปเอง สมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระธรรมวินัยนี้เหมือนทะเลที่จะซัดซากศพขึ้นฝั่ง ในที่สุด ดังมีตัวอย่างให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ โดยเราไม่ต้องไปผสมโรงด่า ให้เสี่ยงต่อบาปกรรมเลย

**@ ตัวอย่างวิบากกรรมของผู้บริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีล @**
        ในครั้งพุทธกาลที่เมืองสาวัตถีมีชาวประมงจับได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่ง มีสีเหมือนทองคำแต่ปากเหม็นมาก จึงเอาไปถวายพระราชา พระราชารับสั่งให้นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอปลาอ้าปากเท่านั้น กลิ่นเหม็นก็คลุ้งตลบทั้งเชตวันมหาวิหาร
        พระราชาถามพระศาสดาว่า ทำไมปลามีสีเหมือนทองคำ แต่ปากเหม็น
พระศาสดาตรัสตอบว่า ปลานี้ภพในอดีตเป็นภิกษุชื่อกปิละ มีความรู้มาก ทะนงในความรู้ของตน เที่ยวด่าบริภาษพระภิกษุที่ไม่เชื่อคำของตน น้องสาวกับแม่ก็ด่าว่าพระภิกษุตามพระกปิละเพราะคิดว่าท่านรู้มาก พระกปิละตายแล้วจึงไปเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้ในมหานรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง แล้วมาเกิดเป็นปลาด้วยเศษแห่งวิบาก
           เนื่องจากเคยท่องบ่นคัมภีร์ สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า จึงได้อัตตภาพมีสีเหมือนทองคำ แต่เพราะเป็นผู้ด่าบริภาษพระภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของเธอ
จากนั้นพระพุทธเจ้าทำให้ปลาพูดได้ด้วยพุทธานุภาพ
พระศาสดา ตรัสถามปลาว่า <<< เจ้าชื่อกปิละหรือ?
ปลาตอบ <<< พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ
พระศาสดาถาม <<< เจ้ามาจากไหน?
ปลาตอบ <<< มาจากอเวจีมหานรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา <<< แม่ของเจ้าไปไหน?
ปลาตอบ <<< เกิดในนรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา <<< น้องสาวของเจ้า ไปไหน?
ปลาตอบ <<< เกิดในมหานรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา <<< บัดนี้เจ้าจักไปที่ไหน?
ปลาชื่อกปิละกราบทูลว่า <<< “จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม พระเจ้าข้า”
ดังนี้แล้ว คิดถึงบาปกรรมที่ตนเคยทำ เศร้าเสียใจมากจึงเอาศีรษะฟาดเรือตายในทันทีนั่นเองกลับไปเกิดในนรกแล้ว มหาชนเห็นเรื่องราวทั้งหมด ได้สลดใจมีขนลุกชูชันแล้ว

>>>การบริภาษด่าว่าพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมหนักมาก พวกเราอย่าไปทำเด็ดขาด บางคนแค่ฟังเขาว่าต่อๆ กันมาก็หลงเชื่อ ผสมโรงด่าว่าท่านด้วยความคึกคะนอง กรรมนี้น่ากลัวนัก
>>>ยิ่งในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารออนไลน์ เป็นไปอย่างรวดเร็วกว้างขวาง ยิ่งต้องระมัดระวัง มีสติ ไม่ไปตามแห่ทำบาปกับใคร
การตัดต่อภาพใส่ร้ายป้ายสีพระภิกษุ ยิ่งผิดทั้งศีล ผิดทั้งธรรม จะหาเหตุผลมาอ้างว่าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะคิดว่าท่านไม่ดี เหตุผลนี้เมื่อตายแล้วตกนรก จะเอาไปใช้อ้างกับยมบาลเขาก็ไม่รับฟังเลย

**@แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือ@**
เราอย่าไปบริภาษด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ เพราะเรายังรู้จักท่านไม่จริง แต่จงเอาเวลาไปประพฤติปฏิบัติธรรม กับพระภิกษุรูปใดก็ได้ที่เราถูกอัธยาศัย มีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านดีกว่า ทำอย่างนี้เราจะไม่มีวิบากกรรม จะมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป ทั้งภพนี้และภพหน้า

@ชาวพุทธไทยอย่าหลงประเด็น@


@ชาวพุทธไทยอย่าหลงประเด็น@
- เด็กไทยติดยา ติดเกมส์ ติดการพนัน มั่วเซ็กส์ มากกว่าเด็กไปวัด 10 เท่า
- คนไทยใช้เงินเสพสุรา บุหรี่ ยาเสพติด ปีละ 1 ล้านล้านบาท มากกว่าเงินทำบุญกับวัดทั่วประเทศ 10 เท่า
ข้าศึกที่แท้จริงของสังคมไทยคือ “อบายมุข”
แต่คนไทยที่ห่วงใยพุทธ ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว กำลังถูกชักจูงให้มาทะเลาะกันเอง
"วัดฉันสอนถูก อาจารย์เธอสอนผิด" ด่ากันไปโจมตีกันมาอย่างเมามัน
>>เท่ากับชาวพุทธกำลังทำลายตัวเอง>>
>>อบายมุขก็ขยายตัวอย่างเริงร่า>>
>>ศาสนิกของศาสนาอื่น เขาก็หัวเราะเยาะชาวพุทธไทยว่าโง่
>>เหมือนจิ้งหรีดที่ถูกเขาปั่นหัวให้กัดกันเอง
จริงๆ การด่าว่ากันก็ผิดหลักคำสอนพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
เพราะพระองค์สอนไม่ให้ว่าร้ายกัน (อนูปวาโท)
ใครที่ชอบโจมตีวัด พระ __เขาคือผู้ฝ่าฝืนคำสอนพระพุทธเจ้า
ทำไมเราไม่ใช้พลังไปในทางสร้างสรรค์
ใครชอบคำสอนของวัดไหน พระอาจารย์รูปใด ก็ชวนคนไปเข้าวัดนั้นให้มากๆ แข่งกันทำความดี ดีกว่าแข่งด่ากัน
ทำอย่างนี้คนจะเข้าวัดทุกวัดมากขึ้น อบายมุขจะลดน้อยลง สังคมจะสงบร่มเย็น__พระพุทธศาสนาเจริญ**
ใครที่ด่าว่าโจมตีวัดหรือพระ เขาผู้นั้นคือผู้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว
# อย่าเป็นจิ้งหรีดให้เขาปั่นหัวกัดกันเองอีกเลย #

@ ชาวพุทธต้องสามัคคีกัน @


@ ชาวพุทธต้องสามัคคีกัน @
**ความสามัคคี นำไปสู่ความเจริญ__ความสงบสุขร่มเย็นของสังคม
**ความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ชาวพุทธ__นำไปสู่ความเสื่อม
มูลเหตุหลักของความแตกแยกมุ่งโจมตีกันมาจากเรื่องคำสอน
คำสอนในพระพุทธศาสนา แบ่งได้ 3 ระดับคือ
1.คำสอนเพื่อประโยชน์ชาตินี้ เช่น ให้มีน้ำใจต่อกัน รักษาศีล ละเว้นอบายมุข
>>คำสอนในระดับนี้ โดยภาพรวมชาวพุทธทุกกลุ่มสอนสอดคล้องกัน
2.คำสอนเพื่อประโยชน์ชาติหน้า เช่น เรื่องนรก สวรรค์ บุญบาป
>>คำสอนในระดับที่ 2 นี้ ส่วนใหญ่สอนตรงกัน มีบ้างที่สอนต่าง เช่น ท่านพุทธทาสปฏิเสธนรกสวรรค์ที่เป็นภพภูมิ
3.คำสอนเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือ การปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น
>>คำสอนในระดับนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียด รู้ได้เฉพาะตน ชาวพุทธกลุ่มต่างๆ จึงมีหลักปฏิบัติที่หลากหลาย อาทิ สายพุทโธ สายสัมมาอะระหัง สายพองหนอยุบหนอ สายมโนมยิทธิ
ไม่ต้องกลัวว่าคำสอนของสายใดจะผิด จะทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยน เพราะพระธรรมวินัยสรุปรวมอยู่ในพระไตรปิฎก ไม่มีใครจะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาพระไตรปิฎกได้ เพราะถ้าไปแก้เนื้อหาตอนใดตอนหนึ่ง เพียงเอาไปเทียบกับเนื้อหาของพระไตรปิฎกที่มีการพิมพ์เผยแพร่ไปในประเทศ ต่างๆ แล้วนับล้านๆชุด ก็จะรู้ได้ทันที จะเกิดปฏิกิริยาต่างๆมากมายในวงกว้าง ไม่ได้รับการยอมรับ ผู้ทำก็มีแต่จะเสื่อมเสียไปเอง
**ดังนั้นไม่มีใครทำให้พระธรรมวินัยผิดเพี้ยนไปได้**
และไม่ต้องตื่นกลัวว่าถ้าคำสอนของสายใดที่ตนเห็นว่าไม่ถูก ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก ก็จะทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยนไปอีก เพราะมีพระไตรปิฎกเป็นแม่แบบให้อ้างอิงไปชั่วกาลนาน ไม่มีใครที่จะทำให้คนอื่นเชื่อตามไปได้ทั้งหมดไม่ว่าผู้นั้นจะมีอิทธิพลมาก เพียงใด
@ พลังสร้างสรรค์ทำให้เจริญ พลังทำลายทำให้เสื่อม @
ชาวพุทธที่ตื่นตัว ซึ่งมีอยู่ไม่มากเลย ควรจะใช้พลังของตนในทางสร้างสรรค์ โดยชักชวนประชาชนมาปฏิบัติในแบบที่ตนชอบให้ได้มากที่สุด ถ้าทุกคนทำอย่างนี้จะส่งผลเป็นความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา
• จะชอบศึกษาพุทธเชิงวิชาการ
• จะชอบพุทธแบบสังคมสงเคราะห์
• จะชอบพุทธเชิงศิลปวัฒนธรรม
• จะชอบปฏิบัติแบบพุทโธ สัมมาอะระหัง พองหนอยุบหนอ
ทุกแบบดีทั้งนั้น เพราะคนเรามีจริตอัธยาศัยต่างกัน ใครชอบปฏิบัติแบบไหนก็ไปสายนั้น
>>อย่าหลงประเด็นมาทะเลาะกันเองเพราะข้าศึกจริงๆ คือ อบายมุขที่กำลังรุกคืบกลืนกินสังคมไทยไปทุกขณะ สุรายาเสพติดจะท่วมเมืองอยู่แล้ว ศาสนิกอื่นก็กำลังทำงานขยายศาสนิกของตนอย่างเต็มกำลัง
ชาวพุทธที่ตื่นตัวที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ไม่ควรใช้พลังของตนไปในทางทำลาย มุ่งโจมตีบั่นทอนกำลังกันเอง จนสังคมเอือมระอาว่า ชาวพุทธมีแต่ทะเลาะกัน ทำให้มีผู้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพระพุทธศาสนาอาจสาบสูญไปจากประเทศไทยเมื่อถึงตอนนั้นจะมีประโยชน์อะไรกับ การย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำว่า
“ฉันถูกๆๆๆๆ เธอผิดๆๆๆๆ”
ขอให้ระลึกถึงพุทธโอวาทที่ว่า
“ สุขา สงฺฆสฺส สามัคคี
ความสามัคคีของหมู่คณะ ทำให้เกิดสุข”
@ ยังเข้าไม่ถึงแล้วมาทะเลาะกัน ก็เป็นเหมือนตาบอดคลำช้าง @
ลองคิดดูว่า ถ้าชาวพุทธที่ตื่นตัวมุ่งโจมตีกันอย่างเอาเป็นเอาตายดังเช่นที่เคยปรากฏ
- โจมตีท่านพุทธทาสที่ปฏิเสธนรกสวรรค์ ให้ฉีกพระไตรปิฎกทิ้ง 60%
- โจมตีพระป่าสายหลวงตามหาบัวที่บอกว่าพระอาจารย์มั่นมีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มาเยี่ยม แสดงว่านิพพานแล้วยังมีตัวตนอยู่
- โจมตีหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่สอนว่า ถอดกายไปสู่แดนนิพพาน พบว่ามีสระมีวิหาร มีหอระฆัง แสดงว่านิพพานเป็นภพภูมิ
- โจมตีสายธรรมกายที่ไปบูชาข้าวพระพุทธเจ้า แสดงว่านิพพานเป็นภพภูมิ
- โจมตีสายพองหนอยุบหนอว่าสอนแบบท่องจำตามตำรา ไม่ได้เข้าถึงจริงเป็นลูกศิษย์พระพม่า ดูถูกสายธรรมปฏิบัติของไทย
- โจมตีคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ที่รับเงินทองที่ญาติโยมถวายว่าผิดพระวินัย นิสสัคคิยปาจิตตีย์
- โจมตีชาวพุทธที่เชื่อว่า“สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ”ว่าเพี้ยน ปฏิเสธสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนทำพระธรรมวินัยให้วิปริตต้องขจัดให้หมดไป
สวรรค์มีจริงไหม นิพพานมีภาวะเป็นอย่างไร ตั้งใจเจริญมรรคมีองค์ 8 เข้าถึงแล้วก็รู้เอง ยังเข้าไม่ถึงมานั่งทะเลาะกันก็เป็นเหมือนตาบอดคลำช้าง
ถ้าชาวพุทธที่เป็นลูกศิษย์ของสายต่างๆ มุ่งแต่โจมตีกันเห็นแต่สิ่งที่ตัวเองยึดถือว่าถูกต้อง สายที่ต่างผิด
อะไรจะเกิดขึ้น ? พระพุทธศาสนามีแต่จะแตกแยกจนมีโอกาสเสื่อมสูญไปจากประเทศไทยการโจมตีกันและ กันนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญของพระพุทธศาสนาเลย มีแต่ทำให้เกิดความแตกแยก ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม
ผู้กระทำนอกจากไม่ได้บุญแล้ว ยังแบกบาปมหันต์ เพราะการสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ก็คือ **การทำสังฆเภท** เป็นอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักที่สุด ปิดสวรรค์ ปิดนิพพานพระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้ที่กระทำกรรมนี้ ตายแล้วเที่ยงแท้ที่จะลงอเวจีมหานรก

@คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน@(พุทธพจน์)


@คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน@(พุทธพจน์)
>>ปัจจุบันมีบางคนโจมตีคนที่ทำบุญว่าโง่ ทำบุญมากไป เดี๋ยวจะหมดตัวบ้างก็พยายามรณรงค์ให้คนทำบุญน้อยๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นจากความตระหนี่ในใจเป็นมูลเหตุผิดหลักคำสอนของ พระพุทธเจ้า
>>ปัญหาของสังคมไทยปัจจุบันไม่ใช่อยู่ที่คนทำบุญมากเกินไป แต่อยู่ที่คนใช้จ่ายเงินไปกับอบายมุขมากเกินไป
>>ค่าใช้จ่ายเรื่องเหล้า เบียร์ บุหรี่ ของคนไทย ตกปีละ 400,000 ล้านบาท ถ้ารวมยาเสพติดและการพนันด้วย เกินกว่า 1 ล้านล้านบาท / ปี มากกว่าเงินทำบุญประมาณ 10 เท่า
>>ซึ่งอบายมุขนอกจากจะทำให้เสียทรัพย์แล้ว ยังเสียสุขภาพ เสียการงาน เกิดปัญหาครอบครัว เป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม ปัญหาสังคมนานัปการ
>>ถ้าเราสามารถชวนคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้มากๆ คนที่เข้าวัดจะลด ละ เลิกอบายมุข และนำส่วนหนึ่งของเงินที่เคยใช้ไปกับอบายมุขมาทำบุญทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และบริจาคช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่างๆแทนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้ทำ บุญ ครอบครัว สังคม และเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าด้วย
>>ไม่ต้องกลัวว่าคนจะทำบุญสร้างวัดมากไปเพราะวัดใหญ่ๆยังใช้งบก่อ สร้างน้อยกว่าโรงงานเหล้า เบียร์ ยาสูบเสียอีกยิ่งสร้างแล้วมีคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมมากๆ ยิ่งคุ้มค่ามาก
>>ถ้าเห็นวัดไหนมีเสนาสนะ แต่คนเข้าวัดน้อย ไม่ใช่เป็นเหตุอ้างให้ชวนคนเลิกสร้างวัด แต่ควรช่วยกันรณรงค์ชวนคนเข้าวัดให้มากๆ ให้เต็มโบสถ์ เต็มวิหาร เต็มศาลา ใช้พื้นที่ให้คุ้มประโยชน์ ผู้ที่คิดจะติเตียนคนทำบุญนั้น เอาเวลาและสติปัญญาไปกระตุ้นเตือนให้คนเลิกอบายมุขดีกว่า
<<ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล>>
>>พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแคว้นโกศล ได้ถวายอสทิสทาน ด้วยการ
• ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ 500 รูป โดยนิมนต์ท่านนั่งบนมณฑป
• มีช้าง 500 เชือก ถือเศวตฉัตรกั้นร่มให้ ช้าง 1 เชือกต่อพระภิกษุ 1 รูป
• มีเจ้าหญิง 250 พระองค์ถือพัดๆให้พระภิกษุ
• มีเจ้าหญิง 250 พระองค์ คอยบดของหอมบูชาพระภิกษุ
• เศวตฉัตร บัลลังก์สำหรับนั่ง เชิงบาตร และตั่งเช็ดเท้าที่พระราชาทำถวายพระศาสดา เป็นของสูงค่าประมาณไม่ได้
ในทานนี้ พระราชาสละทรัพย์ไป 140 ล้านในวันเดียว
**บางคนอาจนึกสงสัยว่าทำไมต้องให้ทานมากขนาดนี้**
ถ้าเป็นผู้ที่รู้ค่าของบุญแล้ว จะไม่มีคำว่าทำบุญมากเกินไปเลย พระพุทธเจ้าเมื่อสร้างบารมีอยู่ บางพระชาติถึงขนาดสละเลือดเนื้อของตนไปให้แม่เสือกิน เพื่อป้องกันไม่ให้แม่เสือที่หิวโซกินลูกตัวเอง
อำมาตย์ของพระราชาคนหนึ่ง ชื่อ กาฬะ คิดติเตียนพระราชาว่า
“นี้เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งราชตระกูล ทรัพย์ถึง 140 ล้าน
__หมดในวันเดียว**
ภิกษุทั้งหลายบริโภคอาหารแล้วก็นอนหลับ มิได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ ราชตระกูลฉิบหายเสียแล้ว”
อำมาตย์อีกคน ชื่อว่า ชุณหะ คิดสรรเสริญพระราชาว่า
“ทานของพระราชายิ่งใหญ่น่าเลื่อมใสจริง คนอื่นทำไม่ได้ เราขออนุโมทนาบุญนั้น”
พระราชาทรงกริ้วกาฬอำมาตย์ตรัสว่า
“เราให้ทานมากจริง แต่เราให้ของของเรา มิได้เบียดเบียนอะไรท่านเลย ไฉนท่านจึงเดือดร้อนปานนั้น”
ดังนี้แล้วทรงเนรเทศกาฬอำมาตย์ออกจากแคว้น และมอบราชสมบัติให้ชุณหอำมาตย์ครอง 7 วัน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
“คนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้
คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน
ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาการให้ทาน
จึงเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า
เพราะการอนุโมทนานั้น”
เราอย่าประพฤติตนเยี่ยงกาฬอำมาตย์__ติเตียนคนที่เขาตั้งใจทำบุญให้ทานเลย__ เพราะการกระทำอย่างนั้นจะนำมาซึ่งบาปอกุศล ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ
**แต่ให้ปฏิบัติตามโอวาทของพระพุทธเจ้าอนุโมทนาชื่นชมผู้ที่ให้ทานกันเถิด เพราะนั่นเป็นทางมาแห่งบุญกุศล นำความสุขความเจริญมาสู่ตัวเองทั้งโลกนี้และโลกหน้า**

@ให้ทานด้วยจิตเลื่อมใสมาก ได้บุญมาก @


@ให้ทานด้วยจิตเลื่อมใสมาก ได้บุญมาก @
>>ปัจจุบันมีความเข้าใจผิดกันในหมู่ชาวพุทธ
บางพวกก็ว่า __“ให้ทานมากได้บุญมาก_ถูกต้อง เพราะเศรษฐี 100 ล้าน ทำบุญ 10 บาทกับทำบุญหมื่นบาท จะได้บุญเท่ากันได้อย่างไร”
บางพวกก็ว่า__“ไม่ถูก_ถ้าให้ทานมากได้บุญมาก อย่างนี้คนจนก็หมดสิทธิได้บุญมากสิ”
ความจริงชาวพุทธทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ได้ขัดกันเลย เพียงแต่ไปจับประเด็นที่ปลายเหตุเท่านั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนหลักการให้ทานให้ได้บุญมาก ว่าต้องประกอบด้วยองค์ 3 ดังนี้
1. วัตถุบริสุทธิ์ __สิ่งของที่ให้ทานได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปคดโกง ลักขโมยมา
2. เจตนาบริสุทธิ์ __มีจิตเลื่อมใสทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้
3. บุคคลบริสุทธิ์__ ผู้รับยิ่งเป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมสูงเพียงใด เราก็ได้บุญมากไปตามส่วน
ในกรณีถกเถียงกันนี้ ประเด็นอยู่ที่ข้อ 1 และ 2
คำกล่าวที่ครบก็คือ “ ให้ทานด้วยจิตเลื่อมใสมาก ได้บุญมาก ”
ผู้ที่บอกว่า “ ให้ทานมากได้บุญมากนั้น” พูดไม่ครบ เพราะคนที่จะให้ทานมากได้นั้น ต้องมีจิตเลื่อมใสมากก่อน ไม่อย่างนั้นใครจะไปให้ทานมากๆ **จิตที่เลื่อมใส คือ ต้นเหตุแห่งการให้ทาน**
ในกรณีเป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์มากเท่ากัน ผู้ที่ให้ทานด้วยเงินหมื่นบาท ย่อมได้บุญมากกว่าเศรษฐีที่ให้ทาน 10 บาท เพราะแสดงว่ามีจิตเลื่อมใสมากกว่า
>>ส่วนคนที่ยากจนเข็ญใจ เขาอาจให้ทานด้วยเงินเพียงบาทเดียว แต่เมื่อทำด้วยจิตเลื่อมใสมาก เขาก็ได้บุญมากมหาศาล เพราะทรัพย์เพียงบาทเดียวนั้น อาจเป็นเงินทั้งหมดที่เขามีอยู่ในขณะนั้น
ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล
@มหาทุคตะ
ที่ยากจนสุดๆ ขนาดผ้าที่จะห่มออกนอกบ้านมีผืนเดียว ต้องผลัดกันใช้กับภรรยา คืนหนึ่งเขาตามมหาชนไปฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเทศน์ทั้งคืนเพื่อตั้งใจโปรดมหาทุคตะนี้โดยเฉพาะ จนมหาทุคตะเอาชนะความตระหนี่ได้ ตัดใจเอาผ้าห่มกายเก่าๆ ผืนนั้นถวายพระพุทธเจ้า ร้องประกาศเสียงดังว่า__“ชิตังเม ๆ ๆ” แปลว่า “เราชนะแล้ว ๆ ๆ” __คือ__ชนะความตระหนี่นั่นเอง** ผลบุญเกิดทันตาเห็น พระราชาชื่นชมในความเลื่อมใสของมหาทุคตะ พระราชทานสมบัติเป็นอันมากแก่มหาทุคตะ
@อนาถบิณฑิกเศรษฐี
ยอดแห่งอุบาสกผู้ถวายทาน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นเศรษฐีใหญ่เมืองสาวัตถี เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เกิดศรัทธาจึงสร้างวัดถวาย ไปพบที่ดินที่เหมาะสมเป็นสวนป่าร่มรื่น ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง ไปขอซื้อ เจ้าของคือเชตราชกุมาร บอกราคาแบบไม่อยากขายว่า ให้เอาเงินปูเรียงเต็มพื้นที่จึงจะขาย
เศรษฐีไม่ต่อเลยสักคำ ไปขนเงินเป็นแท่งๆ มาปูเรียงเต็มพื้นที่เพื่อขอซื้อจริงๆ จนเจ้าเชตทึ่งในความศรัทธาของเศรษฐี จึงให้คนเว้นที่ตรงทางเข้าหน่อยหนึ่งว่า ตรงนี้ไม่ต้องเอาเงินปู ตนขอร่วมบุญสร้างซุ้มประตูด้วย โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องใช้ชื่อตนเป็นชื่อวัด
อนาถบิณฑิกเศรษฐีทำบุญเพื่อเอาบุญจริงๆ ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหน้าตาอะไรเลย รับคำทันที เพราะเห็นว่าเจ้าเชตเป็นผู้มีชื่อเสียง มีอำนาจ ใช้เป็นชื่อวัดก็จะยิ่งช่วยในการเผยแผ่ธรรมะ วัดนั้นจึงได้ชื่อว่า **เชตวันมหาวิหาร**
สิ้นทรัพย์ในการสร้างวัดคิดเป็นเงินปัจจุบันหลายหมื่นล้านบาท กลายเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาล มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาหลายพันรูป
สร้างวัดเสร็จ เศรษฐีก็ให้ทานถวายภัตตาหารหยูกยาตลอด ต่อมาวิบากกรรมในอดีตชาติตามมาทัน ธุรกิจสะดุด ถูกคนโกง ทรัพย์ที่ฝังไว้ก็ถูกน้ำพัดไป ยากจนลง กระทั่งจะเลี้ยงพระก็มีแค่ปลายข้าวกับน้ำผักดอง แต่ก็ยังไม่เลิกให้ทาน
เทวดาที่เฝ้าซุ้มประตูบ้านเศรษฐี เหาะลงมาห้ามเศรษฐีให้เลิกให้ทานเสียเถิด จะหมดตัวอยู่แล้ว เศรษฐีนอกจากไม่เชื่อแล้ว ยังไล่เทวดาไปด้วยว่า ถ้าเป็นเทวดามิจฉาทิฐิอย่างนี้ ไม่อนุญาตให้อยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของตน จนสุดท้ายเทวดาต้องไปตามสมบัติกลับมาให้เศรษฐีเป็นการขอขมา เศรษฐีก็กลับมีทรัพย์มากยิ่งกว่าเดิม
>>ถ้าเราเกิดในยุคเดียวกับเศรษฐี แล้วใครไปตำหนิเศรษฐีว่าหลงบุญ บ้าบุญ ก็จะกลายเป็นวิบากกรรมติดตัว ชาติต่อไปจะเกิดเป็นยาจก ถูกคนด่าว่านินทา เศรษฐีซึ่งเป็นอริยบุคคลย่อมมีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย ไม่หวั่นไหวด้วยสิ่งใดๆ เลย
นี้เป็นแบบอย่างของชาวพุทธผู้เปี่ยมด้วยศรัทธา สมตามคำกล่าว ที่ว่า
**บัณฑิตแม้ตกทุกข์ ยังไม่เลิกประพฤติธรรม**
พวกเราเห็นใครลำบากแล้วยังไม่เลิกให้ทาน ไม่เลิกทำความดี เขาก็ทำตามแบบอย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นยอดแห่งอุบาสกผู้ถวายทานนั่นเอง อย่าไปตำหนิเขาให้เป็นวิบากกรรมติดตัวเรา ควรชื่นชมในความเลื่อมใสศรัทธาของเขา
ส่วนตัวของเราแม้ยังศรัทธาไม่เท่าเขา ก็ให้ทานตามกำลังศรัทธา “อย่าให้เดือดร้อนตนเอง อย่าให้เดือดร้อนครอบครัว” จะให้ทานมากน้อยเพียงใด ก็ให้ทำด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม
**ให้ทานด้วยจิตเลื่อมใสมาก ย่อมได้บุญมาก**
และเมื่อให้ทานแล้ว ก็ควรรักษาศีลและเจริญสมาธิภาวนาด้วย บุญจะได้ครบ
ให้ทาน___ทำให้รวย เป็นที่รัก
รักษาศีล___ทำให้สวย แข็งแรง อายุยืน
เจริญภาวนา___ทำให้ฉลาด บรรลุธรรม

@ทำบุญแล้วควรหวังผลหรือไม่@


@ทำบุญแล้วควรหวังผลหรือไม่@
มีชาวพุทธบางส่วนเข้าใจว่า การทำบุญต้องไม่หวังอะไรเลย ถ้าทำบุญแล้วหวังผลแสดงว่าโลภ หรือถูกมองว่ามีกิเลสหนา
เรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด
จริงๆแล้ว การให้ทานจะโดยหวังผลหรือไม่หวังผล ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น ดีกว่าไม่ให้ทาน

>>จะหวังผลหรือไม่หวังผล แต่ละคนสามารถเลือกปฏิบัติได้ตามจริตอัธยาศัยของตน เช่น คนส่วนใหญ่ซึ่งปรารถนาอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ให้ทานแล้วอธิษฐานหวังในผลเหล่านี้__ทำให้ได้ดังใจปรารถนาละโลกแล้วได้ไป เกิดบนสวรรค์

>>ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการกลับมาเกิดอีก ปรารถนาเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ ก็ให้ทานเพียงเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ทำให้จิตใจสบาย เหมาะแก่การเจริญสมถวิปัสสนาจนหมดกิเลสในที่สุด__ท่านเหล่านี้จะให้ทานโดย ไม่หวังผล เรื่องลาภ ยศ เพราะไม่มีประโยชน์ **เนื่องจากไม่ต้องการกลับมาเกิดอีกแล้ว**

>>เมื่อพระพุทธองค์ทรงสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ละชาติล้วนทำบุญแล้วอธิษฐานจิตว่า
**ด้วยบุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต**
พระอรหันตสาวกองค์สำคัญก็เป็นเช่นเดียวกัน
นี้แสดงว่าการทำบุญแล้วตั้งจิตปรารถนาเป็นเรื่องดี**

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ประโยชน์ มี 3 ระดับ คือ
_1. ประโยชน์ชาตินี้ เช่น รวย สวย แข็งแรง อายุยืน มีชื่อเสียง เป็นที่รัก
_2. ประโยชน์ชาติหน้า คือ ตายแล้วได้ไปเกิดบนสุคติโลกสวรรค์ มีทิพยสมบัติมาก
_3. ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ได้บรรลุธรรม
#‪#‎ดังนั้น‬ เมื่อทำบุญแล้วตั้งจิตปรารถนาให้ผลดีเกิดขึ้น เราก็ต้องตั้งจิตให้เป็น มุ่งให้เกิดผลดี ทั้ง 3 ระดับ เช่นอธิษฐานขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว มีโภคทรัพย์สมบัติมาก ฉลาดคบแต่คนดี ได้ทำความดีตลอดชีวิตตาย แล้วได้บังเกิดบนสวรรค์ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นต้น
ไม่ตั้งจิตปรารถนาในสิ่งไม่ดี เช่น ให้สาวเห็นสาวหลง อันเป็นเหตุให้ผิดศีลกาเม ให้ฉลาดสามารถโกงโดยไม่มีใครจับได้ อย่างนี้ไม่ดี

@ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล@
พระเจ้าจัณฑปัชโชต พระราชาแห่งกรุงอุชเชนี ภพในอดีตเกิดเป็นคนรับใช้เขา ได้นำภัตตาหารวิ่งฝ่าเปลวแดดอันร้อนแรงไปถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งจิตปรารถนาว่า ด้วยบุญนี้ ภพต่อไปขอให้ข้าพเจ้ามีอำนาจแผ่ไพศาลดุจแสงตะวัน และมีพาหนะฝีเท้าเร็วด้วยเถิด
เพราะทำบุญถูกเนื้อนาบุญ และทำด้วยจิตเลื่อมใสมาก ตายแล้วจึงได้ไปเกิดบนสวรรค์ยาวนาน เมื่อลงมาเกิดในครั้งพุทธกาล ก็ได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงอุชเชนีตามคำอธิษฐาน

>>การทำบุญแล้วหวังผลก็เปรียบเหมือนเด็กเรียนหนังสือ การเรียนอย่างมีเป้าหมายโดยหวังความรู้ ย่อมทำให้มีกำลังใจในการเรียน ดีกว่าเรียนโดยไม่หวังผลอะไร
>>การทำบุญอย่างมีเป้าหมายโดยหวังผลที่ดีในอนาคตย่อมทำให้มีกำลังใจในการทำความดี
>>พระโพธิสัตว์สามารถสละได้ทั้งทรัพย์สินเงินทอง เลือดเนื้อชีวิตอุทิศแก่มหาชนนับชาติไม่ถ้วนก็เพราะตั้งจิตปรารถนาเป็นพระ พุทธเจ้า ผู้ที่หวังผลใหญ่ก็ทำให้กล้าที่จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แบบทุ่มชีวิต
เหตุที่บางคนคิดว่าการทำบุญแล้วหวังผลเป็นความโลภ เพราะไม่เข้าใจความแตกต่างของ “ความโลภ” กับ“กุศลธรรมฉันทะ”
     ความโลภ__คือความอยากได้ในทางทุจริต เช่น อยากไปปล้นเขา ยักยอก คดโกงทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตัว เป็นสิ่งไม่ดี เป็นกิเลส ควรละ
     กุศลธรรมฉันทะ__หรือที่เรียกสั้นๆว่า ฉันทะ** คือ ความพอใจ ความชอบ ความอยากในสิ่งที่สุจริต ดีงามเช่นอยากช่วยคนที่ลำบากยากจน อยากรักษาศีล อยากสวดมนต์นั่งสมาธิ อยากไปเกิดบนสุคติโลกสวรรค์ อยากบรรลุธรรม เป็นต้น

>>ฉันทะ** เป็นสิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าตรัส อิทธิบาท4 ธรรมะที่ทำให้งานสำเร็จ ก็เริ่มด้วยฉันทะเพราะเมื่อเราเห็นประโยชน์จากการทำสิ่งนั้น ย่อมเกิดความพอใจ เต็มใจที่จะทำ ทำให้เกิดวิริยะความเพียรในการทำกิจต่างๆ
    ฉันทะจึงเป็นแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เช่น เห็นประโยชน์ว่าเรียนหนังสือแล้วจะได้ความรู้ไปประกอบอาชีพได้ ทำให้ขยันเรียน เห็นคุณและโทษว่า ถ้าทำบาปจะตกนรก ถ้าไม่ทำบาปแต่ทำบุญก็จะไปเกิดบนสวรรค์ จึงตั้งใจละความชั่วทำแต่ความดี
_“เราชาวพุทธทุกคน จึงควรตั้งใจทำความดีทุกรูปแบบ แล้วอธิษฐานจิต ให้อานิสงส์ผลบุญนั้นนำสิ่งดีๆมาสู่ชีวิตของเราทั้งภพนี้ ภพหน้า”
         เมื่อผลบุญส่ง เรามีทรัพย์มียศ มีตำแหน่ง มีสุขภาพรูปร่างหน้าตาดี ก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์หนุนส่งให้เราทำความดีได้มากยิ่งๆขึ้นไปอีก เหมือนเอาบุญต่อบุญ ทำให้ชีวิตเรามีแต่ความสุขความเจริญทุกภพทุกชาติไม่มีเสื่อมเลย และเมื่อให้ทานแล้วก็ควรรักษาศีลและเจริญภาวนาด้วย เพื่อให้เราสามารถบรรลุธรรมในที่สุด

>> เราเห็นใครทำบุญแล้วตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดี อย่าเผลอไปตำหนิว่าเขา ให้เป็นวิบากกรรมติดตัว ต่อไปเราจะถูกคนเข้าใจผิด ถูกด่าว่านินทา ควรอนุโมทนาบุญกับเขา เราจะได้บุญไปด้วย

@หมายเหตุ@
รายละเอียดดูในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรคที่ 5 ทานสูตรที่ 9 (เนื้อหาในพระไตรปิฎกฉบับมจร. กับของมหามกุฏ แปลแตกต่างกันบ้าง ควรดูประกอบกัน)
และในอัฏฐกนิบาต ทานวรรคที่ 4 สูตรที่ 5 ว่าด้วยผลที่เกิดจากการให้ทาน กล่าวว่า ผู้ให้ทานและมีศีลสามารถไปเกิดบนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น หากปราศจากราคะด้วย จะได้ไปเกิดบนชั้นพรหม

@แนวทางการสอนของพระพุทธเจ้า@


@แนวทางการสอนของพระพุทธเจ้า@
>>มีบางคนเข้าใจผิดว่า การสอนว่า“ทำดี ตายแล้วไปสวรรค์ ทำบาป ตายแล้วตกนรก ” เป็นการสอนที่ผิด เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่
แต่ในความเป็นจริงแล้ว แนวการสอนที่พระพุทธเจ้าทรงใช้มากที่สุด คือ
อนุปุพพิกถา**
การสอนไปตามขั้นตอนเพื่อปรับจิตผู้ฟังให้ละเอียดผ่องใสขึ้นตามลำดับ ดังนี้
1. ทานกถา__ สอนเรื่องการให้ทาน
2. ศีลกถา__ สอนเรื่องการรักษาศีล
3. สัคคกถา__ พรรณนาเรื่องสวรรค์ ความงดงามน่ารื่นรมย์ยินดีของทิพยสมบัติเพื่อให้เห็นอานิสงส์ของการให้ทาน และรักษาศีล ว่าจะทำให้ได้ไปเกิดบนสวรรค์
4. กามาทีนพ__ สอนเรื่องโทษของกาม
5. เนกขัมมานิสงส์__ สอนเรื่องอานิสงส์ของการออกบวช
เมื่อใจของผู้ฟังยกสูงขึ้นละเอียดดีแล้ว จึงสอนต่อด้วยอริยสัจ 4
>>เรื่องราวเกี่ยวกับสวรรค์มีกล่าวไว้มากมายในพระไตรปิฎก ที่รวมไว้เฉพาะเป็นเล่มเลยก็มี เรียกว่า วิมานวัตถุ เรื่องของวิมาน และเรื่องของนรกก็มีกล่าวไว้มากมาย เรื่องเปรต ก็กล่าวไว้เป็นคัมภีร์เฉพาะ เรียกว่า เปตวัตถุ
@ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล: ลาชเทพธิดา@
มีหญิงชาวนาคนหนึ่ง ได้ทำข้าวตอกใส่ไว้ในขันแล้วมีโอกาสได้ใส่บาตร ถวายพระมหากัสสปะ ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ระหว่างเดินกลับบ้าน วิบากกรรมตามมาทัน ถูกงูกัดตาย
ผลบุญทำให้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองโตใหญ่มาก ที่ประตูวิมานประดับเรียงรายด้วยขันทองคำ มีข้าวตอกทองคำห้อยระย้าอยู่อย่างงดงาม
จะเห็นว่าทำบุญอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ทำบุญด้วยข้าวตอก ก็ได้วิมานประดับด้วยข้าวตอกทองคำ ใช้ขันเป็นภาชนะ ก็มีขันทองคำประดับเรียงราย มีเรื่องราวทำนองนี้อยู่มากมายในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
>>พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมถึงความจริงของโลกและชีวิต กฎแห่งกรรม บุญบาป นรก สวรรค์ แล้วทรงนำมาสอนเรา
>>บรรพบุรุษไทยแต่โบราณก็ได้ปลูกฝังศีลธรรมในหมู่ประชาชนให้รักบุญ กลัวบาปตามแนวทางของพระพุทธเจ้านี้เอง อาทิ ไตรภูมิพระร่วง** พระราชนิพนธ์ของพญาลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยซึ่งพรรณนาถึง นรก สวรรค์ ภพภูมิต่างๆ ก็เป็นหนังสือที่เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
ช่วยปลูกฝังศีลธรรมแก่ชาวไทยมายาวนาน ทำให้สังคมไทยสงบร่มเย็น อยู่เย็นเป็นสุข จนได้ชื่อว่า “สยามเมืองยิ้ม”
>>คนปัจจุบันใจหยาบ บ้างก็ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม จนพาลจะปฏิเสธการสอนเรื่องนรก สวรรค์ ซึ่งเป็นแนวการสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้สังคมวุ่นวาย คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น “ยิ้มสยาม แทบจะกลายเป็นยิ้มสยอง” ไปแล้ว น่าเสียดายที่สมญานาม “ ยิ้มสยาม ” ของไทยค่อยๆหายสูญไป
>>ศิลปกรรมตามโบสถ์ วิหารต่างๆก็มีภาพเขียนของสวรรค์ เทวดา นางฟ้ามากมาย บ้างก็ทำเป็นรูปปั้น หรืองานแกะสลักไม้ ปูน แม้กระทั่งงานประติมากรรมโลหะ
>>ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น เราก็ควรจะได้ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการเผยแผ่ธรรมะ เช่น ทำภาพของนรก สวรรค์ ทิพยสมบัติทั้งหลายออกเผยแผ่ตามสื่อต่างๆ เป็นภาพนิ่ง หรือถ้าทำเป็นแอนิเมชั่นได้ยิ่งดี เพื่อปลุกกระแสศีลธรรม ความรักบุญ กลัวบาป ให้กลับมาสู่สังคมไทย เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองเรา
>>การสื่อสารในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็ว หากมีพระภิกษุนำเรื่องนรก สวรรค์มาสอนแล้วมีคนพาลติเตียนต่อต้านพระ หาว่าเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ หากเราไม่รู้ไปตามแห่ผสมโรงวิจารณ์พระด้วย กดไลท์ กดแชร์ข้อความที่เป็นวจีทุจริตในสังคมออนไลน์__เราก็จะพลอยบาปไปด้วย**
แชร์ไปถึงคน 100 คน ก็บาป 100 เท่า น่ากลัวจริงๆ อย่าไปทำ ตรงกันข้ามถ้าแชร์ข้อความธรรมะ ยิ่งไปถึงคนกว้างเท่าใด เราก็ได้บุญมากไปตามส่วน
>>ดังนั้นเรามาช่วยกันเผยแพร่ภาพและข้อความธรรมะให้มากๆกันเถิด ให้คนรักบุญกลัวบาป สังคมจะได้สงบร่มเย็น

@อย่าเอาตัวเองไปวัดหัวใจพระโพธิสัตว์ ท่านทุ่มสร้างบารมีด้วยชีวิต@


@อย่าเอาตัวเองไปวัดหัวใจพระโพธิสัตว์
ท่านทุ่มสร้างบารมีด้วยชีวิต@
การทำความดี สั่งสมบุญบารมีนั้น มีความเข้มข้นหลายระดับ ดังนี้
1. ทำบุญ __คือ การทำความดีของบุคคลโดยทั่วไป
2. สร้างบารมี__คือ การทำบุญแบบเข้มข้น
3. อุปบารมี__คือ การสร้างบารมีที่เข้มข้นมากขึ้น ระดับยอมสละอวัยวะได้
4. ปรมัตถบารมี__คือ การสร้างบารมีที่เข้มข้นสูงสุด ระดับยอมสละชีวิตได้
>>นักสร้างบารมีผู้มุ่งหวังผลที่สูง เช่น พระโพธิสัตว์ ท่านจะมีใจที่ใหญ่มาก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ในสิ่งดีๆอย่างอุทิศชีวิต และทำอย่างต่อเนื่องไม่ใช่นานๆทำที ทำชนิดคนธรรมดาคาดฝันไม่ถึงเลย
@ตัวอย่างการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้า@
>>ชาติหนึ่ง พระพุทธเจ้าของเราขณะสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ บวชเป็นดาบส ยืนอยู่บนหน้าผามองลงไปเห็นแม่เสือหิวโซกำลังจะกินลูกตัวเอง พระองค์ยอมกระโดดลงไปให้เสือกิน เพื่อช่วยชีวิตลูกเสือ โดยอธิษฐานจิตว่า** ขอบุญนี้ส่งผลให้ข้าพเจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
สมัยพระองค์เกิดเป็นพระเวสสันดร ยอมยกพระโอรสพระธิดา คือ กัณหา กับ ชาลี ให้กับพราหมณ์ชูชก แต่ก็วางแผนการไว้จนชูชกนำกัณหากับชาลี ไปถวายพระเจ้าตา เพื่อรับเงินแทน
แม้พระชาติสุดท้าย เจ้าชายสิทธัตถะก็เสด็จออกบวชในวันที่พระโอรส คือ เจ้าชายราหุลประสูตินั่นเอง เมื่อบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ธรรมแล้วก็กลับมาโปรดพระญาติ พระเจ้าสุทโธทนะ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระนางพิมพาสุดท้ายก็ได้บวชบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตเถรี เจ้าชายราหุลก็บวชเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา และเป็นสามเณรอรหันต์ แม้พระราชมารดาจะสวรรคตแล้ว พระองค์ยังเสด็จตามไปโปรดถึงบนสวรรค์จนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
>>หากใครไม่เข้าใจ ใช้ความรู้สึกของตัวเองไปวัดการสร้างบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ แล้วหลงไปตำหนิท่านว่าทำมากเกินไป โง่ หลงบุญ บ้าบุญ ทิ้งลูกทิ้งเมียออกบวช เราลองคิดดูว่า คนๆนั้นจะมีวจีกรรมแบกบาปหนักขนาดไหน มีนรกเป็นที่ ไปไม่คุ้มเลย
>>ใจของเราหากยังอยู่ที่ระดับการทำบุญขั้นแรกทำแบบเล็กๆน้อยๆทั่วไป เมื่อเห็นคนอื่นเขาทำความดีอย่างอุกฤษฏ์ไม่ใช่ไปตำหนิเขา แต่ควรอนุโมทนา เราจะได้บุญด้วย
>>การทำความดีจริงๆแล้วไม่มีคำว่าทำมากเกินไป อยู่ที่หัวใจของคนๆนั้นมีเป้าหมายชีวิตที่สูงส่งเพียงใด
>>จะวัดว่าดีหรือไม่ดี ไม่ได้ดูที่ว่าทำมากไปไหม แต่ดูที่สาระของการกระทำ ถ้าเป็นเรื่องดี ก็คือดี ยิ่งทำมากยิ่งดี
การให้ทาน¬¬__อย่างอุทิศได้แม้ชีวิต เป็นสิ่งควรอนุโมทนา
การรักษาศีล__โดยยอมตายไม่ยอมละเมิดศีล เป็นสิ่งควรอนุโมทนา
การเจริญภาวนา__โดยทำสมาธิอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เป็นสิ่งควรอนุโมทนา
@ตัวอย่างนักสร้างบารมียุคปัจจุบัน@
แม้ในยุคใกล้ๆของเรานี้ ก็มีพระเถระผู้บวชอุทิศตนสร้างบารมีอย่างชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันหลายรูป ซึ่งในช่วงแรกทุกท่านจะถูกเข้าใจผิด ถูกโจมตีต่างๆนานาเหมือนกัน
เพราะการสร้างบารมีอย่างเอาจริงเอาจัง ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันที่ทำนั้น__เป็นสิ่งที่สังคมไม่คุ้นเคย** จึงถูกระแวงสงสัย จับผิด โจมตี แต่ด้วยความหนักแน่น อดทน ไม่หวั่นไหวทำความดีอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายสังคมก็ยอมรับสิ่งที่ท่านเหล่านี้ได้ทำ สร้างคุณูปการแก่พระพุทธศาสนามากมาย อาทิ
1. พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
2. หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ
3. ครูบาศรีวิชัย
4. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
5. ท่านพุทธทาส
6. พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)
7. พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว)
ฯลฯ
ผู้มีปัญญาเพียงพินิจดู ก็จะรู้ว่า สิ่งที่ท่านเหล่านั้นทำต้องทำด้วยชีวิต ผู้มีเจตนาทุจริต ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ศาสนสถานและศาสนบุคคลที่ท่านสร้างก็จะเป็นสมบัติของแผ่นดินและพระพุทธศาสนา สืบไป
>>ผู้มีเจตนาไม่สุจริต มักจะอยู่ไม่ได้นาน ก็จะมีเหตุให้ต้องออกไป ยากที่จะยืนหยัดทำความดี โดยไม่หวั่นไหวต่อคำติฉิน นินทาใดๆ
>>คนในโลกนี้ส่วนมากคิดถึงตนเองก่อน ถ้าเป็นเพื่อผลประโยชน์ตนเอง ก็ทุ่มเทเต็มที่แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนรวมก็ทำเล็กๆน้อยๆ เหยาะแหยะ ผู้ที่มีใจใหญ่เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการทำความดี ใหม่ๆจึงมักถูกมองว่าทำอะไรใหญ่โตเกินไป คงมีวัตถุประสงค์แอบแฝง มองกันไปในแง่ร้าย
>>เราชาวพุทธเมื่อเห็นพระภิกษุรูปใดตั้งใจทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างเข้มแข็ง แม้เริ่มต้นเราอาจจะไม่เห็นด้วยในวิธีการ หรือรูปแบบก็อย่าเพิ่งไปตำหนิหรือด่าว่า เพราะจะกลายเป็นวิบากกรรม คนที่ไปด่าพระภิกษุที่ทำความดีอย่างอุทิศชีวิตเหมือนพระโพธิสัตว์ผลกรรมนั้น น่ากลัวมาก
>>ตรงกันข้ามใครชอบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบไหน ก็ไปชวนคนให้มาปฏิบัติแบบที่ตัวเองชอบ อย่าเอาเวลา สติปัญญา ความสามารถของเราไปใช้ในทางทำลาย ก่อบาป แต่ให้เอามาใช้ในทางสร้างสรรค์กันดีกว่า จะส่งผลให้พระพุทธศาสนาเจริญก้าวหน้าตัวเราก็จะได้ไม่มีกรรมหนักติดตัวด้วย

@ปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนา@


@ปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนา@
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปาฏิหาริย์มี 3 อย่าง คือ
1.อิทธิปาฏิหาริย์_ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ เช่น แปลงกาย หายตัว ดำดิน เหาะ
2.อาเทสนาปาฏิหาริย์_ ทายใจ รู้วาระจิต รู้ความคิดของคนอื่น
3.อนุสาสนีปาฏิหาริย์ _คำสอนให้ประพฤติปฏิบัติธรรม ทำความดี ทั้งทาน ศีล ภาวนา จนหมดกิเลสในที่สุด

>> อิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์นั้น ผู้ที่มีศรัทธาจริตก็จะอัศจรรย์ใจ เพิ่มพูนศรัทธา แต่ผู้ที่ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส ก็อาจไม่เชื่อ โจมตีเอาได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าประเสริฐที่สุด

@การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า@
พระพุทธเจ้าทรงใช้ปาฏิหาริย์ทั้ง 3 อย่างในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพราะคนเรามีจริตอัธยาศัยต่างๆ กันอาทิ
     - เมื่อตอนไปโปรดชฎิล 3 พี่น้องพร้อมบริวาร 1,000 คน หลังตรัสรู้ธรรมได้ 5 เดือน ทรงแสดงปาฏิหาริย์ถึง 3,500 อย่าง จึงปราบมานะทิฐิของชฎิลลงได้ ทำให้เปิดใจฟังธรรมจนบรรลุธรรม ขอบวชทั้งหมด เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อมา
    - เมื่อตอนไปโปรดองคุลีมาล ทรงแสดงฤทธิ์ย่นพสุธา จนองคุลีมาลวิ่งไล่ตามอยู่ 48 กิโลเมตรก็ตามไม่ทัน ทิฐิคลายใจเปิดทิ้งดาบฟังธรรม ได้ออกบวชและเป็นพระอรหันต์ในที่สุด
   - แม้ในพุทธประวัติเองก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ก็ทรงเดินได้ 7 ก้าว มีดอกบัวผุดขึ้นรองรับ

>> แม้คนธรรมดาเมื่อมีจิตศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม ก็เหนี่ยวนำให้เกิดปาฏิหาริย์ได้ ดังเช่น นายสุมนมาลาการ ชาวเมืองราชคฤห์ พบพระพุทธเจ้า เกิดศรัทธาท่วมท้นหัวใจ จึงนำดอกมะลิที่เตรียมถวายพระราชา จัดถวายบูชาพระพุทธเจ้า ไม่หวาดหวั่นว่าจะถูกลงโทษแม้ความตาย เกิดอัศจรรย์ ดอกมะลิลอยเป็นซุ้ม ติดตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปตลอดทางทั้งเมือง

>> หัวใจสำคัญคือ** อิทธิปาฏิหาริย์นั้นจะต้องเป็นไปเพื่อการเปิดใจผู้อื่นให้พร้อมรับฟังคำสั่ง สอน เพื่อปฏิบัติธรรมทำความดีต่อไป ไม่ใช่เพื่อให้ลุ่มหลงในอิทธิปาฏิหาริย์เหล่านั้น

@เรื่องเล่าปาฏิหาริย์@
<<ปาฏิหาริย์ของพระเถระในประเทศไทย>>
พระในสายปฏิบัติมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ดังบอกเล่าต่อเนื่องกันมา เช่น
1. หลวงปู่ทวด สามารถเหยียบน้ำทะเลทำให้เป็นน้ำจืดได้
2. พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สามารถรู้วาระจิตผู้อื่น ปราบภูติผีปีศาจ ปราบสัตว์ร้ายให้เชื่องได้
3. หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รู้วาระจิตผู้อื่น พระของขวัญวัดปากน้ำมีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก
4. หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เหาะได้ มีนักบินพบกลางอากาศ
5. วัดพระธรรมกาย สาธุชนมาปฏิบัติธรรมรวมกัน พลังบุญทุกคนเหนี่ยวนำให้เกิดอัศจรรย์ตะวันแก้วหลายครั้ง คนนับแสนเห็นพระอาทิตย์ใสกระจ่าง เย็นตา ดูด้วยตาเปล่าได้
6. ครูบาศรีวิชัย สามารถรู้วาระจิตผู้อื่น ฝนตกไม่เปียก

>> เรื่องปาฏิหาริย์นี้คนที่เชื่อก็จะเพิ่มศรัทธาอย่างมาก แต่คนที่ไม่เชื่อก็อาจโจมตีได้ เช่น มีบางคนออกมาพูดลบหลู่ดูหมิ่นพุทธประวัติอย่างรุนแรงว่า ผู้ที่คลอดแล้วเดินได้เลย เห็นจะมีแต่วัวควายเท่านั้น ปฏิเสธและโจมตีปาฏิหาริย์ทุกอย่างที่เหนือธรรมชาติอย่างน่ากลัวในผลบาปอัน หนักจากวจีกรรมที่ลบหลู่ต่อพระพุทธเจ้ายิ่งนัก

<<หลักปฏิบัติตนของชาวพุทธต่อเรื่องปาฏิหาริย์>>
    1. พึงรู้ว่าปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาตินั้นมีจริง เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางใจ อย่าเพิ่งไปปฏิเสธ เพราะความรู้เรายังจำกัด เช่น ถ้าเราไปบอกคนเมื่อ 100 ปีก่อนว่า เราอยู่กรุงเทพแล้วสามารถคุยกับคนอยู่อเมริกาได้ เขาจะไม่เชื่อ หาว่าเราโกหกว่ามีหูทิพย์เพราะเขายังไม่รู้จักโทรศัพท์มือถือ ความรู้เขายังจำกัดอยู่ ปัจจุบันคนก็ยอมรับว่าทำได้จริง
    2. พึงเข้าใจว่าปาฏิหาริย์จะมีประโยชน์ ต่อเมื่อเป็นเครื่องเพิ่มพูนศรัทธาเพื่อเป็นกำลังใจในการศึกษาธรรมะ ทำความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป ทั้งการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา ปาฏิหาริย์แบบนี้มีประโยชน์
    3. อย่าลุ่มหลงในปาฏิหาริย์แบบหวังผลดลบันดาล เช่น ขูดต้นตะเคียนขอหวย ไหว้งู 2 หัว วัวพิการ 5 ขา ไหว้จอมปลวก ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ เพื่อขอผลดลบันดาล โดยไม่ได้ทำความดี ไม่ได้สร้างบุญ หลงปาฏิหาริย์แบบนี้ ยิ่งหลงจะยิ่งโง่

<<ข้อเตือนใจ>>
    1. อย่าหลงในความรู้วิชาการสมัยใหม่ของตน จนปฏิเสธดูหมิ่นปาฏิหาริย์ทุกอย่างว่าไม่มีจริง
ให้ฟังหูไว้หู เพราะความรู้ของมนุษย์ในปัจจุบันยังน้อยนัก เรื่องจริงแต่ความรู้เรายังไปไม่ถึงอธิบายยังไม่ได้มีอีกมาก หากเราอาศัยความไม่รู้ไปโจมตีกล่าวร้ายต่อผู้มีคุณธรรมสูงอย่างพระพุทธเจ้า พระเถระทั้งหลาย ไม่เชื่อก็อย่าเพิ่งลบหลู่ เสี่ยงต่อนรกยิ่งนัก
    2. อย่าให้อิทธิปาฏิหาริย์มาบดบังอนุสาสนีปาฏิหาริย์
เห็นคนที่เขาเชื่อศรัทธาในปาฏิหาริย์ของผู้มีคุณธรรม แล้วตั้งใจทำความดี ก็ควรอนุโมทนาในการทำความดีของเขา ตัวเราหากไม่เชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์ ก็ขอให้วางใจกลางๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธแล้วตั้งใจศึกษาในส่วนคำสอน ชีวิตเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญไม่ใช่ปฏิเสธอิทธิปาฏิหาริย์ แล้วเลยพาลดูถูกปฏิเสธคำสอนที่ดีๆ ของพระท่านไปทั้งหมด ก็จะเสียโอกาส ได้แต่บาปไม่ได้กุศลเลย

@การสืบทอดพระไตรปิฎก@


@การสืบทอดพระไตรปิฎก@
คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ประมวลรวมไว้ในพระไตรปิฎก โดยพระอรหันต์ 500 รูป ได้ทำสังคายนาเพื่อจัดหมวดหมู่คำสอนหลังพุทธปรินิพพาน 3 เดือน

<< ยุคมุขปาฐะ >>
จากนั้นก็ได้สืบทอดกันมาด้วยมุขปาฐะ(ท่องจำปากเปล่า**) โดยแบ่งหน้าที่กัน เช่น ศิษย์สายพระอานนท์รับผิดชอบท่องจำพระสูตรทีฆนิกาย เป็นต้น สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น

<< ยุคจารึกในใบลาน >>
ราว 400 ปีเศษหลังพุทธกาล ในประเทศศรีลังกา พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย ได้สั่งให้จารึกพระไตรปิฏกลงใบลานเป็นครั้งแรก เนื่องจากมีสงครามกลางเมือง ทรงเกรงว่า หากอาศัยการท่องจำอย่างเดียว คำสอนพระพุทธเจ้าอาจสาบสูญไปได้
เนื่องจากพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลีและท่องจำกันมากว่า 400 ปี จึงมีแต่เสียง ไม่มีตัวอักขระของตนเอง แต่ละประเทศก็ใช้อักขระของตนจารึกพระไตรปิฎก เช่น คำว่า กิเลส บาลีโรมัน เขียนว่า kilesa เขียนด้วยอักขระต่างกัน แต่ออกเสียงเหมือนกัน ความหมายเหมือนกัน บาลีพม่า ก็ใช้อักขระพม่า บาลีลังกาก็ใช้อักขระสิงหล เป็นต้น

>> ธรรมเนียมการจารจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลานได้เผยแพร่มายังสุวรรณภูมิ
ทำให้ปัจจุบันเรามีใบลาน 4 สายจารีตใหญ่ๆ คือ
1. จารีตศรีลังกา จารึกด้วยอักษรสิงหล
2. จารีตพม่า จารึกด้วยอักษรพม่า
3. จารีตไทย จารึกด้วยอักษรขอม
4. จารีตล้านนา จารึกด้วยอักษรธัมม์

>> ในดินแดนร้อนชื้นอย่างประเทศเรา ใบลานมีอายุอยู่ได้ราว 200-500 ปี แล้วแต่สภาพการดูแลรักษา จึงต้องมีการจารคัดลอกต่อๆกันมาตามวัดใหญ่ๆในภูมิภาคต่างๆ
>> คัมภีร์พุทธที่เก่าที่สุดเท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน มีอายุราว 2,000 ปี จารึกอยู่บนเปลือกไม้ซึ่งมีความคงทนกว่าใบลาน และคัมภีร์ในแถบเอเชียกลาง ซึ่งมีอากาศแห้งก็จะคงทนกว่าในบ้านเรา

<< ยุคพิมพ์หนังสือ >>
เมื่อเทคโนโลยีการพิมพ์ก้าวหน้าขึ้น ชาวตะวันตกที่สนใจคำสอนพระพุทธเจ้าก็ได้นำคัมภีร์ใบลานไปตรวจชำระจัดพิมพ์ ขึ้นเป็นหนังสือเล่ม เมื่อราวเกือบ 200 ปีก่อน โดยทยอยพิมพ์ทีละเล่มที่สนใจ
น่าภาคภูมิใจที่ประเทศไทยเราเป็นผู้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มหนังสือครบ ชุดเป็นประเทศแรกของโลกในสมัยรัชกาลที่ 5 จากนั้นพม่า(ฉบับฉัฏฐสังคายนา) ศรีลังกา (ฉบับพุทธชยันตี) ก็ทยอยพิมพ์พระไตรปิฎกออกเป็นเล่มหนังสือครบชุด
และในไทยเราก็ได้มีการตรวจชำระพระไตรปิฎก จัดพิมพ์ออกมาอีกหลายฉบับ เช่น ฉบับ มจร. ฉบับสยามรัฐ เป็นต้น

<< ยุคดิจิตอล >>
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้า จึงมีการจัดทำพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ขึ้นมาหลายฉบับ เพื่อให้การค้นคว้าหาข้อมูลคำสอนพระพุทธเจ้าทำได้สะดวกรวดเร็ว เช่น
พ.ศ. 2531 ฉบับมหาวิทยาลัยมหิดล___ใช้พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐเป็นฐานข้อมูล
พ.ศ. 2539 ฉบับมูลนิธิธรรมกาย___ใช้พระไตรปิฎกฉบับสมาคมบาลีปกรณ์(PTS) ของประเทศอังกฤษเป็นฐานข้อมูล
ฉบับ Vipassana Research Institute ของอินเดีย___ใช้พระไตรปิฎกฉบับพม่าเป็นฐานข้อมูล

<< การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน >>
เมื่อการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นหนังสือเริ่มแพร่หลาย สามารถพิมพ์ได้คราวละมากๆตามต้องการ ความจำเป็นในการจารจารึกใบลานต่อๆกันไป ก็หมดลง ใบลานที่เหลือเก็บอยู่ตามวัดต่างๆ ก็นับวันจะเปื่อยผุ หมดสภาพไปตามกาลเวลาอย่างน่าเสียดาย
น่ายินดีที่ประเทศไทยได้ทำหน้าที่สำคัญอีกวาระหนึ่ง โดยมูลนิธิธรรมกายได้ร่วมมือกับนักวิชาการประเทศต่างๆทำโครงการพระไตรปิฎก ฉบับธรรมชัย สำรวจและถ่ายภาพคัมภีร์ใบลานทุกสายจารีตที่เก็บอยู่ตามวัด และห้องสมุดในประเทศไทย เมียนม่าร์ ศรีลังกา ลาว กัมพูชา เป็นต้น

>>> จากนั้นนำมาตรวจชำระ จัดทำเป็นพระไตรปิฎกที่มีฐานข้อมูลครบถ้วนที่สุด สามารถ link ข้อมูลกับภาพถ่ายดิจิตอลของคัมภีร์ใบลาน ผู้อ่านสนใจเนื้อหาพระไตรปิฎกตอนไหน ก็สามารถกดปุ่ม เรียกภาพถ่ายดิจิตอลของคัมภีร์ใบลานเนื้อหาในส่วนนั้นมาดูได้ทันที ขยายภาพใหญ่เล็กได้ตามใจชอบ และมีภาพถ่ายของคัมภีร์ใบลานทุกสายจารีต ๆ ละ 5 คัมภีร์ ให้ศึกษาเปรียบเทียบได้ตามความสนใจ
ถือเป็นการอนุรักษ์มรดกธรรมของพระพุทธเจ้า ให้คงอยู่คู่โลกไปชั่วกาลนาน โดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่าใบลานเหล่านั้นจะสูญหายถูกทำลายไปตามกาลเวลาอีกต่อไป

@ไม่มีใครแก้ไขเนื้อหาหลักของพระไตรปิฎกได้**
ปัจจุบัน พระไตรปิฎกได้จัดพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วนับล้านชุดในประเทศต่างๆ ดังนั้น ไม่มีใครจะสามารถไปปลอมปนแก้ไขเนื้อหา คำสอนได้ตามอำเภอใจ เพราะถ้าใครไปทำเข้า เราเพียงเอาไปเทียบดูกับพระไตรปิฎกที่มีการพิมพ์เผยแพร่อยู่แล้ว ก็จะรู้ได้ทันที ไม่มีใครยอมรับ ผู้ทำก็มีแต่จะเสื่อมเสียไปเอง
การตรวจชำระพระไตรปิฎกที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นแต่เพียงการศึกษาเปรียบเทียบคัมภีร์ใบลานจารีตต่างๆ วิเคราะห์ในรายละเอียดของคำบางคำที่แต่ละจารีตอาจมีการใช้ต่างกันบ้าง เพราะต่างผ่านการจารจารึกต่อๆ กันมาหลายพันปี ซึ่งก็จะมีเป็นเชิงอรรถท้ายหน้าให้ได้รู้ว่าคำๆ นี้ ใบลานในแต่ละจารีตใช้คำว่าอย่างไร

>> ชาวพุทธจึงควรภาคภูมิใจ** ที่พระพุทธศาสนาเรามีพระไตรปิฎกเป็นแหล่งรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้รับ การรักษาไว้อย่างดีที่สุด

>>และขอให้หาโอกาสอ่านพระไตรปิฎกด้วยตนเอง** เพราะถึงเราไม่รู้ภาษาบาลี ปัจจุบันก็มีพระไตรปิฎกแปลเป็นภาษาไทยอยู่หลายฉบับ เมื่ออ่านแล้วก็ขอให้นำมาประพฤติปฏิบัติ เพื่อความสุขความเจริญของตัวเรา ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และยังเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไปด้วย

@พระพุทธเจ้าทรงเป็นเลิศในการบริหารจัดการ@


@พระพุทธเจ้าทรงเป็นเลิศในการบริหารจัดการ@
         เป็นที่น่าเสียใจว่าปัจจุบัน มีชาวพุทธบางส่วนคิดว่า พระพุทธศาสนาจะต้องไม่มีการบริหารจัดการ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติ การที่พระสงฆ์หมู่ใหญ่มีการฝึกอบรมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความพร้อมเพรียง ถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพจัดฉาก
นี่คือความเข้าใจผิด และเข้าไม่ถึงพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะในความเป็นจริง พระพุทธเจ้าคือ ผู้เป็นเลิศในการบริหารจัดการ
หลักฐานคือ พระวินัยปิฎก 8 เล่ม เนื้อหาหลายพันหน้า ที่พระองค์ทรงวางกฎระเบียบในการประพฤติตนของพระภิกษุ และการอยู่ร่วมกันของหมู่สงฆ์ ทำให้คณะสงฆ์ดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน

<< เปิดกว้างการบวชแก่คนทุกชั้นวรรณะ >>
        ในครั้งพุทธกาล ชาวอินเดียถือชั้นวรรณะมาก การแต่งงานข้ามวรรณะเป็นเรื่องห้ามขาด แม้เพียงไปเห็นคนจัณฑาลก็ถือเป็นเสนียด ต้องเอาน้ำล้างตา แต่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้คนทุกชั้นวรรณะ รวมทั้งจัณฑาลบวชได้เสมอกัน
การอนุญาตให้คนวรรณะต่ำบวชได้ รวมถึงจัณฑาลซึ่งขาดการศึกษา แล้วจะให้มีศีลาจารวัตรงดงามเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของสาธุชน แม้พระราชาพบเห็นก็ต้องเคารพกราบไหว้ได้ นั่นหมายถึง พระพุทธองค์จะต้องวางระบบการฝึกอบรมพระภิกษุใหม่ไว้อย่างรัดกุม
พระภิกษุใหม่จะต้องถือนิสัยฝึกอบรมอยู่กับอุปัชฌาย์อาจารย์อย่างน้อย 5 พรรษา ทรงวางวัตรปฏิบัติหน้าที่ของศิษย์ต่ออาจารย์ อาจารย์ต่อศิษย์ไว้อย่างละเอียด

<< ปรับระบบการบริหารคณะสงฆ์ตามสภาพคณะสงฆ์ที่เติบใหญ่ขึ้น >>
ระบบการรับสมาชิกใหม่_คือ_การบวช ก็ทรงปรับวิธีการบวชเป็นระยะตามสภาพของคณะสงฆ์ที่เปลี่ยนไป
ระยะแรก__พระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้เอง เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ระยะที่สอง__คณะสงฆ์เผยแผ่ไปในที่ต่างๆ มีผู้ศรัทธาขอบวชมากขึ้นเรื่อยๆ ตามหาพระพุทธเจ้าได้ยาก เพราะพระองค์จาริกไปในที่ต่างๆ จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์เพียงรูปเดียวก็ให้การบวชพระได้ เพราะพระยุคแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นพระอรหันต์วินิจฉัยใช้ได้
ระยะที่สาม__คณะสงฆ์เป็นปึกแผ่นมากขึ้น และมีพระภิกษุที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์มากขึ้น จึงทรงปรับวิธีการบวชให้กระทำโดยสงฆ์อย่างน้อย 10 รูปขึ้นไปและมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์

<< วางระบบการบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ อย่างรัดกุม >>
       ทรงวางระเบียบการบริหารปัจจัย 4 ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย การรับ เก็บ ฉันภัตตาหาร การจัดหาและรักษาจีวร ยารักษาโรค ระเบียบการประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือนเพื่อทบทวนวินัย (ลงปาฏิโมกข์) ระเบียบการรับพระอาคันตุกะ การอยู่จำพรรษา การปวารณา ทรงกำหนดวิธีแก้ปัญหาเมื่อพระภิกษุเกิดการทะเลาะวิวาทขัดแย้งกัน
       ทรงแต่งตั้งอัครสาวกซ้ายขวา และพระอรหันต์ที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ รวม 80 รูปให้เป็นแบบอย่างและเป็นผู้ช่วยในการดูแลบริหารจัดการคณะสงฆ์
       ทรงบัญญัติวินัยสงฆ์ 227 สิกขาบท ซึ่งแต่ละสิกขาบท มีการบอกถึงเหตุที่เป็นต้นบัญญัติ ตัวสิกขาบท อธิบายความหมายของศัพท์แต่ละคำในสิกขาบท เพื่อความเข้าใจตรงกัน และเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้ว สงฆ์ไม่แน่ใจว่าผิดหรือไม่ พระองค์ก็ทรงวินิจฉัยไว้เป็นมาตรฐานในการตัดสินต่อไป เหมือนตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาในปัจจุบัน
        ทรงวางระเบียบการปฏิบัติของคณะสงฆ์อย่างรัดกุม ทรงสอนแม้กระทั่งมารยาทในการนุ่งห่มสบงจีวร มารยาทในการเดินทางเข้าที่ชุมชน มารยาทในการขบฉันภัตตาหาร เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงอัจฉริยภาพในการบริหารจัดการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้หมู่สงฆ์สาวกเป็นผู้มีวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้อยู่รวมกันนับพันรูป ก็สามารถสำรวม สงบนิ่งเหมือนห้วงน้ำใส จนพระเจ้าอชาตศัตรูยังทึ่ง ปรารถนาจะให้พระราชโอรสของพระองค์มีความสงบงามเหมือนอย่างภิกษุสงฆ์

**การจัดงานให้เป็นระบบเรียบร้อย คือการประกาศคุณพระศาสดา**
        เราชาวพุทธจึงควรระลึกถึงพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า แล้วตั้งใจฝึกตนเองตามแบบอย่างพระองค์ จะจัดงานหรือทำกิจกรรมใดที่เนื่องด้วยพระรัตนตรัย ก็ขอให้มีการวางแผนบริหารจัดการให้ดีที่สุด ให้เป็นระเบียบงดงามมีประสิทธิภาพ ยังความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ถือเป็นการประกาศคุณของพระพุทธเจ้า

@ พุทธในไทยจะรุ่งหรือจะสูญ ?


@ พุทธในไทยจะรุ่งหรือจะสูญ ?
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อ 31 ธันวาคม 2552 แสดงไว้ว่า
ประชาชนไทยมี 67,422,887 คน
จากการสำรวจการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม ปี 2548
มีพุทธศาสนิกชน 46,902,100 คน
คิดเป็น 69.56%
>>หลายคนคงสงสัย เพราะเคยทราบว่าชาวพุทธไทยมีประมาณ 94% ทำไมสำนักงานสถิติแห่งชาติจึงบอกว่า เหลือเพียง 69%
>> ความจริงคือ ตัวเลข 94% นั้นเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน แต่เขาสำรวจจากการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม คือ ถ้าคนนั้นๆ แม้ทะเบียนบ้านจะเป็นชาวพุทธ แต่ถ้าหากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยสวดมนต์ นั่งสมาธิ ไม่เคยใส่บาตร ไม่เคยทำบุญผ้าป่า กฐิน ไม่เคยเข้าวัด ฟังเทศน์ เขาไม่นับ
>> เมื่อได้ตรวจสอบอย่างนี้แล้วพบว่า เหลือคนที่ยังพอเคยเข้าร่วมกิจกรรมพุทธอยู่ 69% ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นชาวพุทธที่แข็งแรงนัก อาจเคยทำกิจกรรมพุทธบ้างตามประเพณี 1-2 ครั้ง
>> แท้ที่จริงชาวพุทธที่ตื่นตัว ตั้งใจรักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิจริงๆ อาจเหลือเพียงราว5 % เท่านั้นก็เป็นได้
>> ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้ปัญหาสังคมมีมาก อาชญากรรมหลากหลาย ยาเสพติดเกลื่อนเมือง คนไทยดื่มเหล้ามากติดอันดับ 5 ของโลก
>> เมื่อชาวพุทธไทยโดยรวมเป็นอย่างนี้ และศาสนิกอื่นก็ทุ่มเททำงานเผยแผ่ศาสนาของตนอย่างเต็มกำลัง จึงน่าคิดว่า
__อนาคตพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ? **
__เราจะเป็นเหมือนอินเดีย ที่พระพุทธศาสนาสาบสูญไปหรือไม่? **
ทางแก้ คือ
@การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก@
ดังครั้งพุทธกาล เมื่อตรัสรู้ธรรม ทั้งโลกมีชาวพุทธเพียง 1 ท่าน คือ พระพุทธเจ้า จากนั้นพระองค์ไปโปรดปัญจวัคคีย์ จึงเกิดพระสงฆ์ขึ้น ทำให้พระรัตนตรัยครบ 3 ทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ราว 5 เดือน หลังตรัสรู้ธรรม พระองค์ได้ประชุมพระอรหันต์สาวก 60 รูปแรกของโลก และประทานโอวาท ความตอนหนึ่งว่า
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่มหาชน
เพื่อความเอ็นดูแก่โลกเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เธอจงไปคนเดียวหลายๆทาง อย่าไปทางเดียวหลายๆคน สัตว์โลกผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ผู้จักอาจรู้ทั่งถึงธรรมนั้นมีอยู่ เขาเหล่านั้นย่อมเสื่อมจากคุณที่พึงได้พึงเห็นเพราะเหตุที่ไม่ได้ฟังธรรม แม้ตถาคตก็จะไปสู่อุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมเหมือนกัน ” ซึ่งถือเป็นหลักปฏิบัติแก่มวลสาวกแต่นั้นมา
จากพุทธโอวาทนี้เราจะเห็นแนวทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าทรงให้เผยแผ่เชิงรุก
พระองค์ไม่ได้ให้นั่งรอคนที่วัด แต่ให้เที่ยวจาริกออกไปเผยแผ่ธรรมะสั่งสอนชาวโลก
และเนื่องจากพระสงฆ์ 60 รูปแรก เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด สามารถคุ้มครองตนเองได้ กิจในการปราบกิเลสของตนทำเสร็จแล้ว พระองค์จึงให้ไปคนเดียวหลายๆทาง เพื่อเผยแผ่ให้ได้กว้างขวางที่สุดนั่นเอง
>>การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีทางทำได้แน่นอน เพราะรากฐานทางพระพุทธศาสนาฝังลึกในไทยมากว่าสองพันปี ชาวพุทธไทยมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา แม้ไม่ค่อยได้เข้าวัด ไม่ค่อยได้รักษาศีล นั่งสมาธิ แต่ก็ยังศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนา อยากให้พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคง ผู้คนมีศีลธรรม สังคมสงบร่มเย็น
>> ชาวพุทธที่ตื่นตัวทุกกลุ่ม จึงต้องเร่งขวนขวายทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลัง อย่าอยู่เฉยๆ ต้องทำกิจกรรม อาทิ
- จัดบวชพระ บวชเณร
- จัดทำบุญตักบาตร
- จัดสวดมนต์
- จัดคอร์สนั่งสมาธิ
- จัดการแสดงธรรม
- จัดตอบปัญหาธรรมะ
- จัดธรรมยาตรา
- จัดงานสังคมสงเคราะห์หรือ จิตอาสาต่างๆ
- จัดสัมมนาทางวิชาการ
ฯลฯ
ใครถนัดอะไรก็ให้ทำสิ่งนั้น ขอให้เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ก็ถือว่าดีทั้งนั้น เพราะคนเรามีจริตไม่เหมือนกัน ใครชอบแบบไหนก็ไปร่วมกิจกรรมแบบนั้น ถ้าทุกคนทุกวัด ทุกองค์กรขวนขวายช่วยกันทำกิจกรรมพุทธที่ตนมีความถนัด
>>ภาพรวมพระพุทธศาสนาจะเกิดความคึกคัก ปลุกกระแสชาวพุทธให้ตื่นตัวหันมาสนใจพระพุทธศาสนา ภาพลักษณ์พระพุทธศาสนาจะดีขึ้น
แต่ถ้าชาวพุทธที่ตื่นตัว ซึ่งมีจำนวนไม่มากมายอะไร ยังมาทะเลาะกัน โจมตีกันเองอีก ทำให้เกิดความแตกแยก ผู้คนก็จะเบื่อหน่าย พระพุทธศาสนาก็จะเสื่อมสูญไปในที่สุด
>> อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรมากกว่าอังกฤษหลาย 10 เท่า แต่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ก็เพราะอังกฤษใช้วิธีการแบ่งแยกแล้วปกครอง ยุให้แคว้นต่างๆ ของอินเดียทะเลาะรบกันเอง แล้วค่อยๆ รุกคืบยึดทีละแคว้นจนยึดอินเดียได้ทั้งประเทศ
>> ดังนั้นชาวพุทธไทยอย่าตกในหลุมพรางทะเลาะกันเอง ขอให้สามัคคีกัน ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก ให้พระพุทธศาสนาสถิตสถาพรคู่ชาติไทยไปชั่วกาลนาน นำสันติสุขความร่มเย็นมาสู่สังคมไทยเถิด

@โมเดลไต้หวัน@


@โมเดลไต้หวัน@
>> ในปี พ.ศ. 2492 ประชากรไต้หวันที่เป็นชาวพุทธจริงๆ รู้จักศีล 5 รู้จักเจ้าชายสิทธัตถะ มีเพียงราว 1% ที่เหลือนับถือลัทธิเต๋า ไหว้เจ้า นับถือลัทธิขงจื้อ นับถือศาสนาอื่นๆบ้าง

>> ประธานาธิบดีเจียงไคเช็ก และลูกชายคือประธานาธิบดีเจียงจิงกัวเป็นคริสต์ ปกครองประเทศแบบเผด็จการต่อเนื่องกันเกือบ 40 ปี
>> ในยุคนั้น การเป็นชาวพุทธเป็นเรื่องน่าอาย ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ ถ้าเป็นข้าราชการ ตำแหน่งจะไม่ก้าวหน้า
>> แต่ปัจจุบันประชากรไต้หวันเป็นชาวพุทธถึง 80% การเป็นชาวพุทธเป็นเรื่องมีเกียรติ แม้ระดับผู้นำประเทศอย่างอดีตประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยน เมื่อมีข้อครหาเรื่องทุจริต ก็ยังต้องพยายามฟื้นคะแนนนิยม โดยการเข้าวัดไปกราบพระมหาเถระที่มีชื่อเสียง พานักข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ไปด้วยมากมาย เพื่อถ่ายทอดข่าวให้ประชาชนเห็นว่า มากราบพระผู้ใหญ่เพื่อขอโทษในความผิดแล้ว ประชาชนจะได้ให้อภัย

__น่าทึ่งว่า ไต้หวันทำได้อย่างไร**
@สี่วัดใหญ่ในไต้หวัน@
ในไต้หวันมีวัดใหญ่ 4 วัด ซึ่งเอ่ยชื่อแล้ว คนรู้จักกันทั้งไต้หวัน คือ
1. วัดฝอกวงซาน__เด่นเรื่องการเผยแผ่ มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 300 แห่ง
2. วัดฝากู่ซาน___เด่นเรื่องการศึกษา มีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่มีคุณภาพมากที่สุด
3. วัดจงถายฉานซื่อ___เด่นเรื่องการทำสมาธิ มีนักศึกษาและประชาชนมาปฏิบัติธรรมมากมาย
4. วัดฉื่อจี้___เด่นเรื่องสังคมสงเคราะห์ มีอาสาสมัครช่วยงานสังคมสงเคราะห์หลาย
ล้านคน
>> วัดใหญ่ทั้ง 4นี้ มีความโดดเด่นคนละด้าน แต่เขาไม่โจมตีกัน แม้จะมีทัศนะในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน แต่เขาจะไม่วิพากษ์วิจารณ์กล่าวร้ายต่อวัดอื่นเลย แต่ละวัดก็ตั้งใจทำงานตามที่ตนถนัดและเห็นว่าเป็นประโยชน์
>> ธรรมชาติของมนุษย์มีจริตอัธยาศัยต่างกัน ใครชอบวัดไหนก็ไปวัดนั้น ผลลัพธ์คือ ประชาชนเห็นว่าพระพุทธศาสนามีผลงานมากมายหลากหลายด้าน ภาพลักษณ์พุทธดี คนจึงเข้าวัดมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 1% กลายเป็น 80% ในปัจจุบันแต่ละวัด ไม่ว่าวัดใหญ่วัดเล็กทั่วประเทศก็ล้วนมีคนเข้าวัดมากขึ้นทั้งยังมีวัดใหม่ๆ ที่โดดเด่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พุทธในไต้หวันเจริญเพราะทำตามพุทธโอวาทที่ว่า
“ สุขา สังฆัสสะ สามัคคี
ความสามัคคีของหมู่สงฆ์ ทำให้เกิดสุข”
ลองสมมุติในทางกลับกันว่า ถ้าลูกศิษย์วัดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเหล่านี้เอาแต่โจมตีวัดอื่นว่าไม่ดี แต่วัดตนนั้นดีที่สุด ป่านนี้พระพุทธศาสนาคงสูญจากไต้หวันไปแล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่แม้คิดต่าง เราก็ควรอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข แล้วช่วยกันสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่พระพุทธศาสนา และนำศีลธรรมความสงบร่มเย็นมาสู่สังคม

@ลองเปรียบเทียบทางโลกดู@
ขนาดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ เขียนด้วยภาษากฎหมาย พยายามใช้ถ้อยคำให้ชัดเจนรัดกุมที่สุด คนยังเข้าใจไม่ตรงกันเลย แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบโดยตรง การวินิจฉัยคดีแต่ละคดี มติก็มักจะออกมาเป็น 6 : 3 บ้าง 7 : 2 บ้าง 5 : 4 บ้าง น้อยมากที่จะออกมา 9 : 0
ถ้าตุลาการเสียงข้างมาก ออกมาโจมตีตุลาการเสียงข้างน้อย ว่าตีความรัฐธรรมนูญผิด ทำรัฐธรรมนูญให้วิปริต ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต้องกำจัดให้หมดไป ต่างฝ่ายต่างปลุกระดมโจมตีกันบ้านเมืองก็คงแตกแยกวุ่นวาย การกระทำนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญของประเทศเลย มีแต่นำความเสื่อม ความวุ่นวายแตกแยกมาสู่ชาติบ้านเมือง

มีนักปรัชญากล่าวไว้ว่า ข้อความเดียวกัน เมื่อตีความตามความคิด จะไม่มีใครเลยที่ตีความเข้าใจเหมือนกันหมด จะต้องมีบางแง่มุมในรายละเอียดที่เข้าใจต่างกัน คนร้อยคนก็จะมีความเข้าใจร้อยแบบ
คนเราจะเข้าใจตรงกันได้ก็ต่อเมื่อก้าวข้ามพ้นความเข้าใจด้วยความคิดหรือ อารมณ์ ความรู้สึกของตนขึ้นไปสู่ระดับความรู้แจ้งด้วยภาวนามยปัญญา เหมือนดังพระอรหันต์ทั้งหลายที่ผ่านสภาวะนั้น และเข้าใจธรรมะได้ตรงกัน

ดังนั้นขอให้รักษาคำสอนในพระไตรปิฎกไว้ให้ดีที่สุด เป็นแม่บทที่รวมของพระธรรมวินัย แม้ในเบื้องต้นอาจมีความเห็นในบางแง่มุมต่างกันบ้าง ก็อย่าทะเลาะวิวาทโจมตีกัน แต่ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมไปให้เต็มที่ เมื่อบรรลุธรรมเข้าถึงด้วยตนเองแล้วเราก็จะเข้าใจตรงกัน
บำเพ็ญประโยชน์ตน __ด้วยการตั้งใจปฏิบัติธรรม
บำเพ็ญประโยชน์ท่าน __ด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเต็มที่
เมื่อบำเพ็ญประโยชน์ทั้งสอง__ ด้วยความไม่ประมาท

**ตัวเราก็ย่อมมีความสุขความเจริญ
พระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรือง
สังคมก็สงบร่มเย็น**

@โมเดลไทย@


@โมเดลไทย@
>>ประเทศไทยมีวัดและองค์กรพระพุทธศาสนาที่เข้มแข็งหลายแห่ง ไม่ได้ด้อยไปกว่าของประเทศใดเลย
>>คนไทยเป็นคนฉลาด มีความสามารถเฉพาะตัว ไม่น้อยหน้าคนชาติใดในโลก
>>แต่ปัญหาคือ__คนไทยชอบทะเลาะกัน** ทำงานเป็นทีมไม่เก่ง เห็นคนลำบากเราจะสงสาร แต่ถ้าใครทำอะไรโดดเด่นเกินหน้า มักจะถูกหมั่นไส้ ถูกโจมตี บางท่านจึงบอกว่า สังคมไทยเป็นสังคมทอนกำลังตนเอง มีเมตตากรุณา แต่ขาดมุทิตาจิต
เมื่อใดที่มีภัยมาถึงตัว คนไทยจะหันมาสามัคคีกันสู้ศึก และเอาชนะผ่านวิกฤตไปได้ในที่สุด
สถานการณ์ปัจจุบันซึ่งผู้ที่พอนับเป็นชาวพุทธได้ เหลือแค่ 69% และที่เข้มแข็งตื่นตัว อาจเหลือเพียง 5 % พึงคิดว่าเป็นภาวะวิกฤตเพียงพอหรือยังที่ชาวพุทธทั้งหลายจะเลิกทะเลาะกัน หันมาสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนา นำศีลธรรมกลับมาสู่สังคมไทย
>>ถ้าเราสามัคคีกัน พระพุทธศาสนาจะเจริญก้าวหน้า มั่นคงสถิตสถาพรแน่นอน
เราลองสำรวจดูองค์กรพุทธที่เข้มแข็งในด้านต่างๆของไทยดู
@องค์กรพุทธที่โดดเด่นในด้านต่างๆ@
1. ด้านการศึกษา
     1.1) ม.มหาจุฬาฯ ( มจร.) มหาวิทยาลัยสงฆ์ของมหานิกาย ที่มีนิสิตทั้งพระและคฤหัสถ์หลายหมื่นคน
     1.2) ม.มหามกุฏ ( มมก.) มหาวิทยาลัยสงฆ์ของธรรมยุติกนิกาย มีนักศึกษาทั้งพระและคฤหัสถ์นับหมื่นเช่นกัน
2. ด้านการทำสมาธิภาวนา
     2.1) สายพุทโธ__มีพระป่าศิษย์พระอาจารย์มั่นจำนวนมากที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมมีผู้เลื่อมใสศรัทธาทั่วประเทศ
     2.2 ) สายสัมมาอะระหัง__มีศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปฏิบัติธรรมอยู่ทั่วประเทศ และที่ขยายไปต่างประเทศก็มาก
     2.3) สายพองหนอยุบหนอ__ได้ผนวกเป็นหลักสูตรบังคับของนิสิต มจร. ช่วยให้ขยายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
3. ด้านการเผยแผ่
     วัดพระธรรมกาย__มีกิจกรรมเผยแผ่เชิงรุกมากมาย ทั้งบวชพระแสนรูป ตักบาตร 2 ล้านรูป มีคนเข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันสำคัญคราวละหลายแสนคน มีสาขาต่างประเทศถึง 85 แห่ง ใน 31 ประเทศ
>>หากวัดและองค์กรพุทธเหล่านี้ได้ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามความ ถนัดของตน** ด้วยสามัคคีธรรม พระพุทธศาสนานอกจากเจริญรุ่งเรือง นำความสงบร่มเย็นกลับมาสู่สังคมไทยแล้ว ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกอย่างแท้จริง โดยชาวโลกจะหลั่งไหลมาศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งปริยัติและปฏิบัติในประเทศไทย ของเรา ทำให้ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขยายออกไปเป็นที่พึ่งของชาวโลกทั้งมวล
>>ผู้ที่โจมตีใส่ร้ายป้ายสีพุทธด้วยกันเอง คือผู้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา เป็นเหมือนไม้รวก(ลำไผ่ตัน) ที่เป็นด้ามพร้า ให้เขาใช้ฟันโค่นกอไผ่ด้วยกันเอง
>>การใช้กำลังความคิดไปในทางทำลายล้าง ใช้วาทะสร้างความเกลียดชัง ( Hate Speech ) มีแต่จะทำให้พุทธเสื่อม ผู้ทำก็เข้าข่ายขวนขวายทำสังฆเภท เสี่ยงต่อการลงอเวจีมหานรก การทุ่มเทสติปัญญาไปในทางสร้างสรรค์ หาทางชวนคนมาเข้าวัด ปฏิบัติธรรมแบบที่ตนชอบให้มากที่สุด พลังสร้างสรรค์เท่านั้นจึงจะนำความเจริญมาสู่พระพุทธศาสนา
“ สุขา สังฆัสสะ สามัคคี
ความสามัคคีของสงฆ์ ทำให้เกิดสุข ”
( พุทธพจน์ )
หมายเหตุ; ขอท่านผู้อ่านที่มีข้อมูลองค์กรพุทธที่เข้มแข็งในประเทศไทย ส่งข้อมูล รายละเอียดมาที่กล่องข้อมูลของเพจนี้ด้วย ทางเพจจะทยอยนำเสนอเพื่อเป็น แบบอย่างให้กับองค์กรอื่นๆต่อไป

@ชาวพุทธ หยุดทะเลาะกันเรื่องคำสอน@


@ชาวพุทธ หยุดทะเลาะกันเรื่องคำสอน@
ปัจจุบันมีการโจมตีกันในหมู่ชาวพุทธเรื่องคำสอน อาทิ
- โจมตีท่านพุทธทาส__ว่าปฏิเสธนรกสวรรค์ เทวดานางฟ้า จะฉีกพระไตรปิฎกทิ้ง 60%
- โจมตีธรรมกายว่า__สอนนิพพานเป็นอัตตา
- โจมตีพระป่า__ที่สอนว่า พระอาจารย์มั่นไปพบพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ แสดงว่านิพพานแล้วยังมีตัวตนอยู่
- โจมตีท่านฤาษีลิงดำว่า__สอนว่านิพพานเป็นอัตตา ไปเห็นนิพพานมีหอระฆัง มีสระน้ำ วิหาร

>> ความจริงคือ ไม่มีใครทำให้พระธรรมวินัยวิปริตได้** เพราะพระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธเจ้าได้รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก แม้พระอาจารย์แต่ละสำนักจะตีความไม่ตรงกันและสอนตามความเข้าใจของตน แต่พระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้วิปริตผิดเพี้ยนไปแต่ประการใด เราทุกคนสามารถศึกษาเทียบเคียงได้ตลอด

>> ไม่ต้องกลัวว่า ถ้ามีคนไปเชื่อศรัทธาคำสอนนั้นๆ มาก เดี๋ยวพระธรรมวินัยจะวิปริตไป เพราะไม่ว่าผู้นั้นจะมีอิทธิพลมากเพียงใด อาทิ ท่านพุทธทาส มีศิษยานุศิษย์เคารพศรัทธามาก หรือขนาดพระพุทธโฆษาจารย์ ผู้เรียบเรียงคัมภีร์อรรถกถาเกือบทั้งหมด มีอิทธิพลสูงสุดในพุทธเถรวาทในรอบ 2,000 ปีมานี้ ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยกับท่านในหลายประเด็น เพราะเรามีพระไตรปิฎกเป็นตัวเทียบเคียง

>> ลองคิดดูว่า ถ้าตุลาการรัฐธรรมนูญลงมติในเรื่องใดแล้ว ฝ่ายเสียงข้างมากโจมตีฝ่ายเสียงข้างน้อยว่า วินิจฉัยผิด ทำรัฐธรรมนูญให้วิปริต เป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ ต้องขจัดให้หมดไป คงปั่นป่วนวุ่นวายไปทั้งประเทศ

>> ตราบใดที่ยังเป็นการเข้าใจด้วยความคิด ไม่มีทางที่จะทุกคนจะเห็นตรงกัน ตั้งใจปฏิบัติธรรมทำความดีไปเถิด เข้าถึงธรรมเกิดญาณทัศนะเมื่อใดก็จะเห็นตรงกันเอง

<<สรุป>>
ไม่มีใครในโลก ไม่ว่ามีอิทธิพลมากเพียงใด จะทำพระธรรมวินัยให้วิปริตได้ เพราะฉะนั้น ชาวพุทธอย่าหลงประเด็น อย่าให้เขาเสี้ยมให้ทะเลาะกันด้วยเรื่องคำสอน

@ไม่มีใครบิดเบือนปลอมปนพระไตรปิฎกได้@
พระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประมวลสรุปอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งมีการพิมพ์เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางนับล้านๆชุด ทั้งใน ไทย พม่า ลังกา ลาว กัมพูชา และทั่วโลก

>>ดังนั้น ไม่มีใครสามารถบิดเบือนปลอมปนพระไตรปิฎกได้** เพราะถ้าใครทำ เมื่อเอาเนื้อหาไปเทียบกับพระไตรปิฎกที่แพร่หลายอยู่มากมาย ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นของแปลกปลอม ไม่มีใครยอมรับ ผู้ทำก็มีแต่จะเสียไปเอง

<< ตื่นเถิดชาวพุทธ! >>
อย่าตกเป็นเหยื่อของการสร้างความเกลียดชัง แตกแยก
ด้วยการโจมตีว่าจะมีการปลอมปนพระไตรปิฎก
จะมีใครทำพระธรรมวินัยให้วิปริต

@วัดพระธรรมกาย 1 : พระภิกษุสามเณร@


@วัดพระธรรมกาย 1 : พระภิกษุสามเณร@
>> วัดพระธรรมกายเป็นวัดขนาดใหญ่ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการบริหารจัดการทันสมัย มีศิษยานุศิษย์จำนวนมากมายมหาศาล แต่ก็เป็นวัดที่มีการกล่าวขานถึงมากที่สุดทั้งแง่บวกและแง่ลบ จึงถือเป็นองค์กรพุทธที่น่าศึกษา

>> ทางเพจ “พุทธสามัคคี” ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวัดมาจำนวนมาก ก็จะพาท่านผู้อ่านก้าวข้ามภาพมายาที่กลุ่มคนรักและคนเกลียดสร้างขึ้น ติดตามศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกวัดพระธรรมกายในทุกแง่มุมอย่างที่ไม่เคยรู้มา ก่อน เป็นตอนๆ ไป เริ่มจากคณะสงฆ์วัดพระธรรมกาย ศิษย์วัด ญาติโยม คำสอน เจ้าอาวาส แนวคิด วิสัยทัศน์ของวัด จุดอ่อนของวัด
(ท่านผู้อ่านสนใจอยากรู้ประเด็นใดเพิ่มเติม ขอให้ส่งประเด็นได้ที่กล่องข้อความของเพจ)
วัดพระธรรมกาย เริ่มสร้างในปี 2513 ปัจจุบันมีพระภิกษุราว 4,000 รูป สามเณรราว 600 รูป

>>พระภิกษุวัดพระธรรมกาย มีที่มา 3 ทาง คือ
       1. มาจากอุบาสก__คือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางโลกตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีศรัทธาจะบวชตลอดชีวิต ก็ให้มาเป็นอุบาสกรักษาศีล 8 ช่วยงานวัดอย่างน้อย 5 ปี เพื่อพิสูจน์ความตั้งใจจริง เมื่อคณะสงฆ์เห็นว่าพร้อมก็จะอนุญาตให้บวชได้ พระภิกษุรุ่นบุกเบิกของวัดพระธรรมกาย ในช่วง 15 ปีแรกจะมีเส้นทางมาอย่างนี้
        2. มาจากธรรมทายาท__คือ ผู้ที่มาอบรมในโครงการอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ที่ทางวัดจัดขึ้น เมื่อครบกำหนดแล้วมีศรัทธาบวชต่อ รับโดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา แต่จะมีเส้นทางการฝึกอบรมให้เหมาะกับพื้นความรู้เดิม ผู้ที่จบการศึกษาทางโลกระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะฝึกอบรมตามหลักสูตรพระบวชใหม่ 3 ปี ส่วนผู้ที่จบในระดับประถมหรือมัธยมศึกษาฝึกอบรมในหลักสูตร 5 ปี เพื่อให้มีความรู้ธรรมะและความสามารถในการเทศน์สอน เผยแผ่แก่ประชาชนได้ พระภิกษุวัดพระธรรมกายในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากเส้นทางนี้
       3. มาจากสามเณร__โดยรับเด็กที่จบชั้นประถม 6 ขึ้นไป มาบวชเรียน ศึกษานักธรรม บาลี หรือ ปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เมื่ออายุครบ ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

>>เอกลักษณ์ของพระภิกษุสามเณรวัดพระธรรมกาย>>
        1. การคัดคนบวช__ ผู้บวชต้องมีความตั้งใจจริง มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ผู้ที่บวชระยะยาวต้องบวชด้วยอุดมการณ์ มีพระภิกษุที่มีความรู้ประสบการณ์ทางโลกสูง เช่น แพทย์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพต่างๆ มากมาย ทำให้เข้าใจโลก สื่อสารกับคนยุคปัจจุบันได้ สามารถช่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้านต่างๆ ของวัดได้อย่างดี
         2. การฝึกอบรมอย่างจริงจังต่อเนื่อง__มีการฝึกอบรมทั้งการนุ่งห่มจีวรให้เรียบ ร้อย กิริยามารยาทในการเดิน การนั่ง การลุก การกราบ การขบฉัน การสรงน้ำ การซักตากและพับเก็บจีวร การอยู่ร่วมกัน ฯลฯ ผู้ที่มาบวชเพราะหวังสบาย จะไม่มาบวชที่วัดพระธรรมกาย เพราะต้องฝึกอบรมอย่างหนัก มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด การงานที่หนักหนา
        3. สนับสนุนการศึกษาพระธรรมวินัย__ เกือบทุกรูปจบนักธรรมเอก สนับสนุนการศึกษาภาษาบาลี จนสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศอยู่เนืองๆ มีเปรียญธรรม 9 ประโยคกว่า 60 รูป มากที่สุดในประเทศ สนับสนุนการเรียนพระอภิธรรม เป็นสำนักเรียนพระอภิธรรมหลัก 1 ใน 3 แห่งของประเทศ โดยวัดพระธรรมกายมีการเรียนการสอนบาลีศึกษาต่อเนื่องมากว่า 30 ปี
        4. สนับสนุนการปฏิบัติธรรมทำสมาธิ__นอกจากการปฏิบัติธรรมประจำวันแล้ว ในแต่ละปีก็จะมีช่วงเวลาให้ไปนั่งสมาธิต่อเนื่องคราวละ 15 วัน ปีละ 2 ครั้ง ผู้ที่ถนัดก็สามารถเลือกเข้าสายงานปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิต่อเนื่องทั้งวัน ตลอดปี มีจำนวนราว 200 รูป
        5. พระภิกษุทุกรูปจะมีหน้าที่รับผิดชอบงานพระศาสนาตามความถนัดของตน__จะไม่มี ใครที่อาศัยวัดอยู่สบายๆโดยไร้หน้าที่การงาน โดยมีหลักคิดว่า “เราบวชมาอาศัยพระพุทธศาสนาแล้ว จะต้องให้พระศาสนาได้พึ่งด้วย” ทางวัดดูแลเรื่องจีวร ที่พักอาศัย ภัตตาหาร การรักษาพยาบาล ทุกรูปไม่ต้องกังวลด้วยปัจจัย 4 แต่ต้องช่วยกันรับผิดชอบงานส่วนรวม
        6. อยู่รวมเป็นหมู่คณะ__พักในกุฏิหลังละประมาณ 10 รูป มีการโยกย้ายกุฏิทุกปีเพื่อไม่ให้ติดที่ และทำให้ไม่สะสม มีเฉพาะของใช้จำเป็น ที่ไม่เป็นภาระในการโยกย้าย ในยุคเริ่มต้นพักอาศัยในหมู่กุฏิจาก จุได้ราว 500 รูป ต่อมาเมื่อจำนวนพระภิกษุมากขึ้น กุฏิจากชั้นเดียวไม่พออยู่ พระภิกษุส่วนที่เพิ่มขึ้นก็พักในตึกสงฆ์ที่สร้างขึ้นทางสูง เพื่อประหยัดพื้นที่ดิน แต่ยังคงรักษารูปแบบการอยู่รวมกันห้องละประมาณ 10 รูปและโยกย้ายทุกปี แต่ละรูปมีเตียงไม้ 1 เตียง และตู้ 1 ตู้เท่านั้น ไม่มีแอร์ ไม่มีตู้เย็น ไม่มีทีวี ไม่มีเครื่องเสียง สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ห้องน้ำใช้ห้องน้ำรวม
         7. อยู่ร่วมกันแบบสามัคคีธรรม__เหมือนเป็นพี่น้องกัน เพราะเป็นพุทธบุตร เป็นลูกพระพุทธเจ้าเหมือนกัน เจ็บป่วยไข้ไม่สบายก็ช่วยกันดูแล แม้บางรูปครอบครัวเดือดร้อน โยมพ่อโยมแม่ป่วยไข้ไม่สบาย พระเพื่อนๆก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน
        8. ปกครองกันโดยธรรม__หมู่คณะที่ใหญ่มีสมาชิกถึง 4,000 รูป ก็ย่อมมีผู้ประพฤติไม่เหมาะสมปนอยู่เป็นธรรมดา แม้ในสมัยพุทธกาลก็มี ซึ่งเมื่อมีเหตุอะไรเกิดขึ้นทางวัดจะมีคณะวินัยธรตรวจสอบข้อเท็จจริงและลง โทษตามควรแก่กรณี โดยศึกษาแนวทางจากพระวินัยปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

>> โดยภาพรวม แนวทางการฝึกอบรม การอยู่ร่วมกันของพระภิกษุวัดพระธรรมกาย ยึดหลักสิกขา (การศึกษาอบรมตลอดชีวิต) ตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางแนวทางไว้ และสามารถตอบโจทย์ของสังคมปัจจุบันที่ต้องการพระภิกษุที่มีความสามารถในการ เผยแผ่ธรรม มีศีลาจารวัตรงดงามได้ดี

<<โจทย์ที่ท้าทาย>>
         >> คณะสงฆ์วัดพระธรรมกายมีคุณสมบัติตรงกับสิ่งที่สังคมกำลังเรียกร้องต้องการ คือ บวชด้วยอุดมการณ์ มีการฝึกอบรมเข้มข้น นุ่งห่มเรียบร้อย มีศีลาจารวัตรงดงาม มีความรู้ความสามารถในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทำงานเป็นทีม มีการเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไม่สะสม ทุ่มเทความรู้ความสามารถเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
         >> แต่ภาพเหล่านี้สังคมไม่ได้รับรู้ เห็นแต่ภาพอาคารสิ่งปลูกสร้างใหญ่โต พิธีกรรมสงฆ์ที่มีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก หรือหยิบยกกรณีพระภิกษุของวัดเพียงบางรูปที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม มาขยายจนสังคมเข้าใจผิดคิดว่า พระวัดพระธรรมกายโดยรวมเป็นเช่นนั้น
         >> จึงเป็นเรื่องท้าทายว่า คณะสงฆ์วัดพระธรรมกายจะสามารถสื่อให้สังคมเข้าใจตนตามเป็นจริงได้อย่างไร
         >> หากวัดทั่วประเทศมีกระบวนการในการคัดคนบวช การฝึกอบรมพระและให้การศึกษาพระธรรมวินัยอย่างต่อเนื่องอย่างที่วัดพระ ธรรมกายทำ ก็จะเป็นประโยชน์มากต่อการพัฒนาคุณภาพสงฆ์
หมายเหตุ ขอขอบคุณพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส วัดพระธรรมกายที่ให้ข้อมูล

        ท่านที่เห็นว่าผลงานของวัดหรือองค์กรพุทธใด ควรจะเป็นแบบอย่างได้ โปรดส่งข้อมูลอย่างละเอียดพร้อมภาพมาที่กล่องข้อความของเพจ เพื่อทางเพจจะได้ ตรวจสอบ ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม วิเคราะห์ เรียบเรียง เพื่อนำเสนอต่อสาธารณะต่อไป

 Cr:เพจพุทธสามัคคี

@วัดพระธรรมกาย 2 : ศิษย์วัด@


@วัดพระธรรมกาย 2 : ศิษย์วัด@

ศิษย์วัดพระธรรมกาย โดยทั่วไปเรียกว่าสมาชิกอาศรมอุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีศรัทธาจะช่วยงานวัดตลอดชีวิต รักษาศีล 8 ช่วยงานด้านต่างๆของวัดทั้งภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีประมาณ 1,000 คน
ส่วนผู้ที่ยังไม่จบปริญญาตรี แต่มีความตั้งใจจริง ทางวัดก็จะสนับสนุนให้เรียนจนจบปริญญา เพื่อจะได้มีความรู้มาช่วยงานพระพุทธศาสนาได้เต็มที่
อุบาสกจะทยอยบวชพระเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะสงฆ์
อุบาสิกาก็รักษาศีล 8 คล้ายๆแม่ชีนั่นเอง แต่เพื่อความคล่องตัวในการเดินทางไปติดต่อประสานงานจึงไม่ได้โกนผม

@เอกลักษณ์ของอุบาสก อุบาสิกา วัดพระธรรมกาย@

        1. การคัดคน__ผู้ที่ประสงค์จะเป็นอุบาสก อุบาสิกาวัดพระธรรมกายจะต้องมาช่วยงานวัดในสถานภาพอื่น เช่น บัณฑิตแก้ว รักษาศีล 8 ก่อนอย่างน้อย 1 ปี จากนั้นจึงสมัครเป็นอุบาสก อุบาสิกา เมื่อผ่านการคัดเลือกและฝึกอบรมเป็นเวลา 1 ปี จึงถือเป็นศิษย์วัดเต็มตัว
       2. การฝึกอบรม__แม้ไม่ใช่พระภิกษุ เป็นเพียงศิษย์วัด แต่ก็มีความสำคัญเพราะเป็นผู้รับผิดชอบหน้าที่ต่างๆของวัด จึงต้องมีการฝึกอบรมกิริยามารยาท วัฒนธรรมชาวพุทธ ความสะอาด ความมีระเบียบ ความสุภาพ ความตรงต่อเวลา สามารถเป็นต้นแบบให้ญาติโยมได้
       3. สนับสนุนการศึกษาพระธรรมวินัย__เกือบทุกคนจะเรียนจบธรรมศึกษาเอก และพุทธศาสตรบัณฑิต หลายคนจบเป็นอภิธรรมบัณฑิต บางท่านเรียนบาลีศึกษาจนจบขั้นสูงสุด(บาลีศึกษา 9)
       4. สนับสนุนการปฏิบัติธรรมทำสมาธิ__นอกจากการปฏิบัติธรรมประจำวันแล้ว ในแต่ละปีก็จะมีช่วงเวลาให้ไปนั่งสมาธิต่อเนื่องคราวละ 15 วัน ปีละ 2 ครั้ง
        5. มาด้วยอุดมการณ์__อุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้มีจากทุกสาขาอาชีพ ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร วิศวกร นักบัญชี นักกฎหมาย ฯลฯ มีผู้จบปริญญาเอกหลายสิบคน จบปริญญาโทหลายร้อยคน เป็นผู้มีความรู้ความสามารถประสบความสำเร็จทางโลก บางคนอยู่ทางโลกมีเงินเดือนหลายแสนบาท มีรถขับ มีบ้านส่วนตัวสุขสบาย แต่ลาออกมาเป็นศิษย์วัดมีเพียงเงินสวัสดิการเดือนละนิดหน่อย พักอาศัยในบ้านมุงด้วยจาก ภายในผนังบุด้วยไม้อัด อยู่รวมกันหลังละ 10 กว่าคน ไม่มีแอร์ ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไม่มีห้องส่วนตัว และใช้ห้องน้ำรวม
       6. อยู่ร่วมกันแบบสามัคคีธรรม__มีหัวหน้าบ้านและคณะกรรมการอาศรมอุบาสกอุบาสิกา คอยดูแล ทางวัดจะดูแลที่พักอาศัย อาหาร เสื้อผ้าปีละ 2 ชุด และการรักษาพยาบาลยามป่วยไข้ ทุกคนฝากชีวิตไว้แก่กันที่จะอยู่ช่วยงานพระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิต
        เมื่อมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาด้วยอุดมการณ์ กินอยู่อย่างเรียบง่าย ทุ่มทำงานส่วนรวมอย่างอุทิศตน สัปดาห์ละ 7 วัน ทำให้สามารถสร้างสรรค์งานพระพุทธศาสนาออกมาอย่างมากมายและเข้มแข็งต่อเนื่อง

>> ศิษย์วัดพระธรรมกายนี้ ถือเป็นจุดแข็งของวัด** ซึ่งหากวัดต่างๆสามารถสร้างขึ้นมาได้ก็จะเป็นประโยชน์กับการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาอย่างมาก

หมายเหตุ ขอขอบคุณข้อมูลจากคุณอัชวัน หงิมรักษา อุบาสิกาวัดพระธรรมกาย
ท่านที่เห็นว่าผลงานของวัดหรือองค์กรพุทธใด ควรจะเป็นแบบอย่างได้ โปรดส่ง ข้อมูลอย่างละเอียดพร้อมภาพมาที่กล่องข้อความของเพจ เพื่อทางเพจจะได้ ตรวจสอบ ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม วิเคราะห์ เรียบเรียง เพื่อนำเสนอต่อสาธารณะต่อไป

  Cr:เพจพุทธสามัคคี