วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มหาเศรษฐีหมื่นล้านชาวอินเดีย สร้างเจดีย์วิปัสสนาใหญ่ที่สุดในโลก

รายงานพิเศษ : สุภัช จันทรา มหาเศรษฐีหมื่นล้านชาวอินเดีย สร้างเจดีย์วิปัสสนาใหญ่ที่สุดในโลก
มหาเศรษฐีชาวอินเดียวัย 61 ปี “สุภัช จันทรา” ผู้มีสินทรัพย์ ในครอบครองราว 60,000 ล้านบาท เจ้าของกิจการเครือข่ายโทรทัศน์ Zee TV ที่มีผู้ชม 500 ล้านคนต่อวัน และเจ้าของ Esselworld and Water Kingdom สวนสนุกและสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้ทุ่มทุน 750 ล้านรูปี (ราว 500 ล้านบาท) เพื่อสร้างศูนย์วิปัสสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีชื่อว่า เจดีย์วิปัสสนาสากล (Global Vipassana Pagoda) ซึ่งเป็นเจดีย์สีทองขนาดมหึมา ตั้งโดดเด่น เป็นสง่าท่ามกลางแมกไม้ในหมู่บ้านโกไร เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย
จันทราเกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีเครือญาติช่วยกันทำการค้า ภายในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของอินเดีย ต่อมาเกิดภาระหนี้สิน จึงต้องแยกย้ายกันไป จันทราต้องออกจากมหา วิทยาลัยกลางคัน เวลานั้นเขาเหลือเงิน ติดกระเป๋าไม่ถึง 30 บาท ขณะมุ่งหน้าสู่กรุงนิวเดลีเพื่อทำงานหาเงินมาใช้หนี้ ให้ครอบครัว
ในที่สุดเขาก็หาเงินก้อนใหญ่ได้จากการค้าข้าว เขาจึงย้ายไป ที่เมืองมุมไบ เพื่อตั้งโรงงานเล็กๆผลิตหลอดลามิเนทบรรจุผลิตภัณฑ์ ต่อมาในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย จันทราได้เปิดสถานีโทรทัศน์ซีทีวี (Zee TV) ซึ่งเป็นโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งแรกของอินเดียในปี 1992 ตอนนั้นครอบครัวของเขากังวลว่า เขาจะต้องสูญเสียธุรกิจเดิมที่สร้างมากับมือไป
อโศก คูเรียน เพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งซีทีวี เล่าว่า มันเหมือนการเดินเข้าสู่หุบเขาแห่งความตาย ยุคนั้นยังไม่มีสถานีโทรทัศน์ของเอกชน เพราะทางการไม่ให้ใบอนุญาต ดังนั้น จันทราจึงไปเปิดสถานีที่ฮ่องกงแทน รัฐบาลอินเดียได้เรียกตัวเขาไปสอบสวนหลายครั้ง และให้ปิดสถานี แต่จันทราปฏิเสธ แม้ในช่วงเริ่มต้นเขาต้องสูญเงินเดือนละ 180 ล้านบาทก็ตาม
ในตอนนั้น จันทราได้รับการแนะนำให้รู้จัก “สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า” วิปัสสนาจารย์ชาวอินเดีย ซึ่งได้ชักชวนให้จันทราเข้าคอร์สวิปัสสนาเป็นครั้งแรก “สุชีลา” ผู้เป็นภรรยาได้สนับสนุนให้สามีลองทำวิปัสสนา เพื่อล้างพิษจากความเครียดที่มีอยู่
คอร์สแรกสำหรับเขาใช้เวลา 10 วัน ให้ผลดีมากกว่าแค่การขจัดความเครียด เพราะเมื่อจันทรากลับไปทำงาน เพื่อนร่วมงาน สังเกตได้ถึงความคิดของเขาว่า “แหลมคมเหมือนใบมีด”
และเมื่อเรื่องงานทำให้เขารู้สึกเครียดมากขึ้น เขาก็ยังคงไปเข้าคอร์สทำวิปัสสนาอยู่เสมอ และแม้จะมีเรื่องงานที่ทำให้เขาไม่อาจหยุดได้ เขาก็จะพักงานไว้ก่อน
“บ่อยครั้งที่มีเรื่องทำให้ผมไปเข้าคอร์สวิปัสสนาไม่ได้ แต่ผมก็ยังไป” จันทราพูด
อโศก คูเรียน เล่าว่า ช่วงปีแรกๆของการก่อตั้งซีทีวี เขารับไม่ได้กับการหายตัวไปของจันทราบ่อยครั้ง
“เรามักมีปัญหาที่ไม่ซ้ำกัน 40 เรื่องประดังเข้ามาพร้อมๆกัน แล้วจันทราก็หายตัวไปขณะที่เรายุ่งกับการแก้ปัญหา แต่แล้วเขาก็จะกลับมาในสภาพที่ได้ไปเติมพลังชาร์จแบตมาอย่างดี”
กว่า 20 ปีที่มหาเศรษฐี ชาวอินเดียได้เรียนทำวิปัสสนากับโกเอ็นก้า วิปัสสนาจารย์วัย 86 ปี
“การทำวิปัสสนาสอนให้ผมมีจิตใจสงบนิ่งในทุกๆสถานการณ์ของชีวิต ซึ่งช่วยผมเป็นอย่างมากในเรื่องธุรกิจ โดยเฉพาะในยามวิกฤต ผมค้นพบว่า การทำสมาธิแบบนี้ เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ และผมรู้สึกว่า มันเป็นหนทางที่เหมาะสำหรับผม”
จันทราบอกว่า การทำวิปัสสนาช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ ทางธุรกิจจนร่ำรวยมหาศาล เขาจึงพยายามชักชวนคนในครอบ ครัวไปเข้าคอร์สวิปัสสนา และยังสนับสนุนให้พนักงานซีทีวี ลางานโดยได้รับเงินเดือน เพื่อไปเข้าคอร์สวิปัสสนา แต่มีไม่ถึง 15% ที่ลางานไป มหาเศรษฐีใหญ่พูดอย่างอารมณ์ดีว่า “มันไม่ได้อยู่ในชะตาลิขิตของพวกเขา”
ในปี 1997 จันทราได้ยกที่ดินราว 33 ไร่ มูลค่า 150 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์วิปัสสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจำลองแบบมาจากมหาเจดีย์ชเวดากองของพม่า
“ผมได้รับประโยชน์มากมายจากการทำวิปัสสนา จึงอยากให้คนอื่นๆได้มีโอกาสเข้าร่วมในประสบการณ์นี้เช่นกัน” จันทรากล่าวขณะนั่งในห้องทำงานที่สำนักงานใหญ่ของเอซเซิล เขามีท่าทีสงบนิ่งเช่นเดียวกับภาพวาดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แขวนอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของเขา
จันทราเข้ามาดูแลการก่อสร้างเจดีย์ดังกล่าวทุกขั้นตอน เขาขับรถนาน 2 ชม.จากที่ทำงานไปยังเขตก่อสร้างเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
“นี่เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อให้อยู่ได้นานถึง 2,000 ปี” จันทราบอก
เมื่อเจดีย์สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 2008 มหาเศรษฐีหนุ่มใหญ่ ก็ได้จัดพิธีเฉลิมฉลอง โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ไปประดิษฐาน ณ ยอดโดมที่ใหญ่ที่สุด
หลังการเฉลิมฉลองเจดีย์วิปัสสนาแล้ว จันทราได้ส่งมอบการบริหารกิจการทั้งหมดให้บุตรชายคนโต และในปีถัดมา เขาได้ ก้าวลงจากตำแหน่งประธานมูลนิธิวิปัสสนาสากล แต่ยังคงเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินและทำวิปัสสนาเป็นประจำทุกวัน เขาบอกว่า
“ผมสามารถทำวิปัสสนาได้ทุกที่ ทุกเวลา แม้ขณะกำลังพูดคุยอยู่กับคุณ”
• เจดีย์วิปัสสนาสากล
โครงการก่อสร้างเจดีย์วิปัสสนาสากล เริ่มวางศิลาฤกษ์ในปี 1997 โครงสร้างทั้งหมดประกอบด้วยเจดีย์รูปโดม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ห้องโถงขนาดใหญ่ สำหรับปฏิบัติวิปัสสนา หอศิลป์จัดแสดงภาพพุทธประวัติและพุทธธรรมเจดีย์ขนาดเล็กสูง 60 ฟุต 2 องค์ ทางทิศเหนือและใต้ห้องสมุดและห้องเรียน ลานกว้างรอบๆพระเจดีย์ ตึกธุรการห้องใต้ดิน และห้องประชุม 2 ห้อง
จุดประสงค์ของการสร้างเจดีย์นี้ เพื่อแสดงความซาบซึ้งในมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงธรรมอันเป็นสากล เพื่อให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ และนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง และเพื่อแสดงออกถึงความขอบคุณประเทศพม่า ที่ยังคงอนุรักษ์การทำวิปัสสนาแบบดั้งเดิมไว้ ในขณะที่ได้หายสาบสูญไปจากแหล่งกำเนิดในอินเดียแล้ว
เจดีย์องค์นี้สร้างโดยใช้เทคโนโลยีผสมผสานระหว่างอินเดีย
โบราณและสมัยใหม่ โดยใช้เทคนิคโบราณที่นำก้อนหินทรายแดงมาเชื่อมต่อกันด้วยปูนขาว หินแต่ละก้อนหนัก 700 กก. น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2.5 ล้านตัน เพื่อให้คงทนถาวรราว 2,000 ปี
รูปแบบเจดีย์วิปัสสนาสากล จำลองมาจากมหาเจดีย์ชเวดากองของพม่า โครงสร้างของพระเจดีย์ประกอบด้วยโดม 3 ส่วน
ส่วนแรกที่เป็นโดมใหญ่สุด สร้างเสร็จในปี 2006 มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน ณ ยอดโดม นับเป็นสิ่งก่อสร้างรูปโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งขุดพบในสถูปสาญจี และสมาคมมหาโพธิแห่งอินเดียได้มอบให้เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ณ เจดีย์แห่งนี้
ส่วนโดมที่สองและสามสร้างอยู่บนยอดของโดมแรก สร้างแล้วเสร็จในปี 2008
บริเวณศูนย์กลางของเจดีย์เป็นโดมหินไร้เสาค้ำยันที่ใหญ่ที่สุดในโลก องค์พระเจดีย์สูง 96.12 เมตร ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของโดมโกล กัมบาซ แห่งเมืองพิชปุระ ในรัฐกรณาฏกะ ของอินเดีย ซึ่งเคยเป็นปูชนียสถานรูปโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกส่วนที่กว้างที่สุดของโดมเท่ากับ 97.46 เมตร และส่วนที่แคบที่สุดเท่ากับ 94.82 เมตร ภายในเจดีย์เป็นที่โล่ง ไม่มีเสาค้ำยัน ใช้เป็นห้องปฏิบัติวิปัสสนา บนพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร รองรับได้มากกว่า 8,000 คน
โดยเริ่มประเดิมเปิดคอร์สปฐมฤกษ์ ปฏิบัติวิปัสสนากับอาจารย์โกเอ็นก้า ณ เจดีย์แห่งนี้เป็นเวลา 1 วัน เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2008 ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2009 ได้มีพิธีเปิดเจดีย์วิปัสสนาสากลอย่างเป็นทางการ โดยมี นางประติภา ปาติล ประธานาธิบดีของอินเดีย เป็นประธาน
เจดีย์วิปัสสนาสากลถือเป็นปูชนียสถานที่มีชื่อเสียงของเมืองมุมไบ และนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ในแต่ละวันมีผู้คนมากมายได้เดินทางมาที่นี่ เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งทางรัฐมหาราษฏระคาดว่าสถานที่แห่งนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ปีละหลายแสนคน
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 136 เมษายน 2555 โดย พิสุทธิ์)

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การปลุกระดมสร้างความดูหมิ่นเกลียดชังเป็นเรื่องอันตรายและสร้างความเสียหายได้มาก

 
การปลุกระดมสร้างความดูหมิ่นเกลียดชังเป็นเรื่องอันตรายและสร้างความเสียหายได้มาก ไม่ว่าในเรื่องการเมืองหรือเรื่องศาสนา ดังกรณีตัวอย่างเรดการ์ดในประเทศจีน ในบทความด้านล่างนี้
....สถานีโทรทัศน์จีนเกิดได้แนวคิดจากปรากฏการณ์เรื่องสามีขอโทษภรรยาในที่ สาธารณะจากญี่ปุ่นเลยมาจัดรายการเรียลิตี้โชว์ในทีวี. แต่ดัดแปลงเป็นเรื่องการนอกใจภรรยาซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมชาวจีนมาก (โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่เป็นภรรยาและกิ๊ก) แต่ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ2556 นี่เองได้มีชายชาวนาวัย 50 เศษคนหนึ่งชื่อจาง จินหยิง ได้มาออกทีวี.ขอโทษคุณครูที่สอนเขาเมื่อตอนชั้นมัธยม 2 เนื่องจากเขานำพรรคพวกนักเรียนเรดการ์ดกล่าวหาว่าคุณครูเป็นพวกนายทุนทรยศ ต่ออุดมการณ์ของประธานเหมา เจ๋อตง จนทำให้คุณครูผู้นั้นถูกขึ้นศาลเตี้ยโดนทำร้ายร่างกายและถูกแห่ประจานไปใน เมืองแถมถูกไล่ออกจากงานด้วย

นายจาง จินหยิง กล่าวว่า ที่เขาออกมาขอโทษคุณครูต่อสาธารณชนก็เพื่อที่จะให้เยาวชนจีนปัจจุบันทราบ ความจริงของความผิดและความเลวร้ายของการปลุกระดมเด็กและเยาวชนให้โจมตี วัฒนธรรมดั้งเดิมโดยต่อต้านผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของประธานเหมา เจ๋อตง จึงเกิดเป็นการปฏิวัติทางวัฒนธรรมขึ้นในช่วง พ.ศ.2509-2519 ซึ่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรมนี้เป็นการทดลองทางวิศวกรรมสังคมครั้งสุดท้ายของ เหมา เจ๋อตง ที่เรียกร้องยุยงให้เยาวชนจีนลุกขึ้นกบฏต่อผู้ใหญ่ทุกหมู่เหล่ายกเว้นเพียง ตัวของประธานเหมาเท่านั้น

โดยเหมา เจ๋อตง ให้การสนับสนุนให้เยาวชนจีนนับล้านคนรวมตัวเป็นกองทัพเรียกตัวเองว่าเรดการ์ ดออกเดินทางทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น วัด พระพุทธรูป และจับตัวผู้ที่พวกเรดการ์ดเห็นว่าเป็นพวกที่ทรยศต่อเหมา เจ๋อตง หรืออุดมการณ์ของเหมา เจ๋อตง ประจาน ทรมานจนถึงฆาตกรรม
หลังจากที่นายจาง จินหยิง ได้ออกมาขอโทษคุณครูของเขาแล้ว ก็มีเรื่องฮือฮาอันปวดหัวใจของสมัยปฏิวัติทางวัฒนธรรมติดตามมาอีกทาง โทรทัศน์ คือมีทนายความชื่อนายจาง หงปิง ได้ออกมาขอโทษมารดาที่ล่วงลับไปแล้วของเขาที่ถูกประหารชีวิต เนื่องจากใน พ.ศ.2509 ขณะที่เขาอายุ 13 ปี ในฐานะเรดการ์ดได้รายงานต่อกองทัพเรดการ์ดว่าตอนที่มารดาของเขาทะเลาะกับพ่อ ของเขานั้น เธอได้ด่าประธานเหมา เจ๋อตง ไปด้วยเขาจึงเรียกร้องให้ยิงเป้านางฟาง จงโหมว มารดาของเขาเองในความผิดครั้งนี้ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์นางฟาง จงโหมว ก็ถูกยิงเป้า
ทนายจาง หงปิง ได้เรียกร้องวิงวอนให้มีการสร้างหลุมฝังศพของมารดาเขาเป็นอนุสรณ์สถานแห่ง ชาติเพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจเยาวชนชาวจีนอย่าได้หลงผิดเช่นตัวเขา และเขายอมที่จะเปิดเผยตัวและเปิดเผยความชั่วช้าที่เขากล่าวหาแม่ของเขา และเรียกร้องให้มีการยิงเป้าแม่ของตัวเองซึ่งเป็นความทรมานใจของเขาจนกว่า ชีวิตจะหาไม่
การออกมาขอโทษในความผิดของพวกเรดการ์ดผู้ซึ่งปัจจุบันมีอายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไปแล้ว ยังคงหลั่งไหลมาออกทีวี.สารภาพความชั่ว ความผิดพลาดของตนครั้งยังเยาว์และทรมานใจคนพวกนี้มาชั่วชีวิต เขาต้องการขอโทษและประจานตัวเองต่อสาธารณชนในเหตุการณ์เมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมาแล้วอย่างสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งแล้ว
นอกจากนี้ นายเฉิน เสี่ยวลู่ บุตรชายของวีรบุรุษในสงครามปลดแอกพลเอกเฉินหยีได้ออกมาประจานตนเองทาง โทรทัศน์ถึงการที่เขานำพวกเรดการ์ดเข้าจับครูและผู้บริหารของโรงเรียนมัธยม ในกรุงปักกิ่งมาประจานและทรมานในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว เขายังได้รวบรวมอดีตเพื่อนนักเรียนเรดการ์ด 14 คน กลับไปโรงเรียนเดิมของเขาและจัดงานเลี้ยงขอโทษแก่บรรดาครูและผู้บริหาร โรงเรียนอย่างเป็นทางการอีกด้วย
ครับ ! แฟชั่นการออกมาขอโทษทางโทรทัศน์ของพวกอดีตเรดการ์ดคงจะมีต่อเนื่องไปอีก นานทีเดียว เพราะทั้งจำนวนเรดการ์ดและเหยื่อนั้นมีจำนวนเป็นสิบๆ ล้านคน คงจะยังต้องขอโทษกันอีกเป็นปีละครับ
ว่าแต่คนไทยเถอะครับ เห็นยุให้ฆ่ากันเองทั้งบ้านทั้งเมืองตอนนี้ ไม่กลัวว่าในอนาคตจะมานั่งร้องไห้เสียใจร่ำร้องที่จะขอโทษกันเป็นปีๆ กันหรือ ?
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ขอขอบคุณ ภาพและบทความ "แฟชั่นขอโทษของจีน "
จากมติชนรายวัน 13 พ.ย. 2556

@ อาณาจักรและพุทธจักรต้องเกื้อกูลกัน@


@ อาณาจักรและพุทธจักรต้องเกื้อกูลกัน@

>>อาณาจักร>>
การปกครองทางโลกมีอำนาจมาก
*เป็นอำนาจแบบแข็ง แต่เปราะ*
พ้นตำแหน่งก็หมดอำนาจ ประชาชนไม่ยอมรับก็หมดอำนาจ


>>พุทธจักร>>
เป็นสายใย ความเคารพศรัทธา
ไม่มีอำนาจจะไปสั่งการอะไรมากมาย เป็นอำนาจแบบอ่อน แต่เหนียวแน่น ผูกพันตลอดชีวิต
นับแต่โบราณ ผู้ปกครองแผ่นดินจะเข้าใจความสัมพันธ์เกื้อกูลนี้ดี จึงให้ความเคารพคณะสงฆ์ อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา เป็นแบบอย่างของพุทธมามกะที่ดี คณะสงฆ์ก็เป็นที่พึ่งทางใจให้ประชาชน และทำให้อำนาจของผู้ปกครองแผ่นดินเกิดความชอบธรรม สังคมก็สงบร่มเย็น

พระเจ้าตากสินมหาราชกู้เอกราชจากพม่าได้ เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ประกาศจุดยืนของตนชัดเจนว่า
** อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
**ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
**ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
**แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ทำให้จิตใจของประชาชนที่ระส่ำระสายสงบลง เกิดความสมานสามัคคี

เมื่อ ร.1 สถาปนาราชวงศ์จักรี ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนเช่นกันว่า
** ตั้งใจจะอุปถัมภก
**ยอยกพระพุทธศาสนา
**ป้องกันขอบขัณฑสีมา
**รักษาประชาชนและมนตรี

>>>ขณะนี้มีความพยายามจะนำการเมืองทางโลก เข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์>>>
มีการจาบจ้วงดูหมิ่นมหาเถรสมาคมและพระมหาเถระ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

***เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง***
จะสร้างความระส่ำระสายแก่สังคมไทยอย่างรุนแรงลึกซึ้ง
จนถึงขนาดสายสัมพันธ์ของอาณาจักรและพุทธจักรในสังคมไทยอาจล่มสลายลงได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

** อย่าท้าทายกับศรัทธามหาชน !!! **
ผู้มีอำนาจควรยับยั้งการเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์โดยทันที
>>>ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย>>>

@การบริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมอันหนัก@


@การบริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมอันหนัก@

       ผู้บุกเบิกให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ ในช่วงแรกมักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยเพราะขัดกับความคุ้นเคยเดิม แม้ในวงการพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน พระมหาเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ต่างก็ประสบกับการวิพากษ์โจมตีอย่างหนักมาแล้ว เพราะคนเรา พอไม่เข้าใจก็ไม่ชอบ หาเรื่องจับผิด ด่าว่า ใส่ร้ายป้ายสี อาทิ

>>@พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต @>>
       ผู้เดินธุดงค์ตั้งใจปฏิบัติธรรมบุกเบิกสร้างพระป่าสายอีสาน ก็เคยถูกครหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรมดังเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนวิจารณ์ว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎกที่บอกว่าไปสนทนาธรรมกับพระอรหันต์ ที่นิพพานแล้วได้

>>@ครูบาศรีวิชัย@>>
      ผู้นำศิษยานุศิษย์สร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพสำเร็จในเวลาเพียง 3 เดือน และบุกเบิกเผยแผ่ธรรมะอย่างกว้างขวางในแดนล้านนาก็เคยถูกใส่ร้ายป้ายสี จนถูกจับขังถึง 3 ครั้ง ปลดจากเจ้าอาวาส ถูกคุมตัวเข้ากรุงเทพฯ

>>@สมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)@>>
      ผู้วางรากฐานให้ มจร. เติบใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์หลักในปัจจุบัน ส่งพระไทยไปเรียนกรรมฐานกับพระพม่า กลับมาบุกเบิกสร้างสายธรรมปฏิบัติพองหนอยุบหนอในไทย ก็เคยถูกข้อกล่าวหาจากสังฆนายกในยุคนั้นว่าปาราชิก และสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้สึก ถึงขนาดถูกจับสึกเปลื้องผ้าเหลืองออก ต้องนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่สันติบาล 4 ปี แต่สุดท้ายศาลก็พิพากษาว่าท่านไม่ผิดจึงกลับมาครองผ้าเหลืองใหม่ ก่อนมรณภาพได้เป็นถึงผู้รักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช

>>@หลวงพ่อฤาษีลิงดำ@>>
       ผู้บุกเบิกการปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ ก็เคยถูกกล่าวหาว่าปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าไปสวรรค์ ไปนิพพานได้

>>@หลวงพ่อพุทธทาส@>>
       ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า เพราะเทศน์ปากเปล่าโดยไม่ถือใบลาน ซึ่งคนยุคนั้นไม่คุ้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระมหายาน พระนอกรีต เพราะชอบสอนเรื่องสุญญตา อิงคำสอนของท่านนาคารชุน ชอบแนวคิดแบบเซ็น แต่ท่านก็สามารถดึงปัญญาชนจำนวนมากให้หันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา

>>@หลวงพ่อธัมมชโย@>>
       ก็ถูกกล่าวหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรม และยักยอกที่ดินวัด แต่ท่านก็สามารถชักชวนประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมทำความดีมากมายนับล้านคนและ ยืนหยัดเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อเนื่องไปทั่วโลก

>>@หลวงตามหาบัว@>>
       ก็เคยถูกกล่าวหาอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าตนเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่พูดจาหยาบคาย จับเงินจับทองผิดพระวินัย ระดมผ้าป่าช่วยชาติซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์ หวังจะขึ้นเป็นใหญ่ในวงการสงฆ์ทางลัด แต่ท่านก็สามารถสร้างศรัทธาในหมู่ชาวพุทธได้มากมาย
น่าคิดว่า ผู้ที่เคยบริภาษดูหมิ่นดูแคลนพระมหาเถระเหล่านี้ จะต้องแบกบาปมากเพียงใด ตอนกำลังด่าว่าท่าน ทุกกรณีจะมีลักษณะคล้ายกัน คือ แต่ละคนก็คิดว่าท่านไม่ดีไม่ใช่พระแล้วคิดถึงขั้นว่าด่าแล้วไม่บาป ได้บุญด้วย ปลุกระดมกันและกันด้วยโทสวาท (hate speech)ให้เกิดความเกลียดชังอย่างมากๆ
แต่พระมหาเถระเหล่านี้ แต่ละท่านก็ได้พิสูจน์ด้วยการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิตของท่าน คุณูปการที่แต่ละรูปได้สร้างไว้นั้นต้องใช้ทั้งชีวิต ผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ใจจะทำอย่างนั้นไม่ได้
น่าคิดว่าผู้ที่ด่าว่าท่านพระอาจารย์มั่น ครูบาศรีวิชัย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ) ฯลฯ คนเหล่านี้จะต้องรับกรรมหนักเพียงใด?
      ส่วนพระที่มีเจตนาไม่สุจริตนั้น มักอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องออกไปเอง สมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระธรรมวินัยนี้เหมือนทะเลที่จะซัดซากศพขึ้นฝั่ง ในที่สุด ดังมีตัวอย่างให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ โดยเราไม่ต้องไปผสมโรงด่า ให้เสี่ยงต่อบาปกรรมเลย

**@ ตัวอย่างวิบากกรรมของผู้บริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีล @**
        ในครั้งพุทธกาลที่เมืองสาวัตถีมีชาวประมงจับได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่ง มีสีเหมือนทองคำแต่ปากเหม็นมาก จึงเอาไปถวายพระราชา พระราชารับสั่งให้นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอปลาอ้าปากเท่านั้น กลิ่นเหม็นก็คลุ้งตลบทั้งเชตวันมหาวิหาร
        พระราชาถามพระศาสดาว่า ทำไมปลามีสีเหมือนทองคำ แต่ปากเหม็น
พระศาสดาตรัสตอบว่า ปลานี้ภพในอดีตเป็นภิกษุชื่อกปิละ มีความรู้มาก ทะนงในความรู้ของตน เที่ยวด่าบริภาษพระภิกษุที่ไม่เชื่อคำของตน น้องสาวกับแม่ก็ด่าว่าพระภิกษุตามพระกปิละเพราะคิดว่าท่านรู้มาก พระกปิละตายแล้วจึงไปเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้ในมหานรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง แล้วมาเกิดเป็นปลาด้วยเศษแห่งวิบาก
           เนื่องจากเคยท่องบ่นคัมภีร์ สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า จึงได้อัตตภาพมีสีเหมือนทองคำ แต่เพราะเป็นผู้ด่าบริภาษพระภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของเธอ
จากนั้นพระพุทธเจ้าทำให้ปลาพูดได้ด้วยพุทธานุภาพ
พระศาสดา ตรัสถามปลาว่า <<< เจ้าชื่อกปิละหรือ?
ปลาตอบ <<< พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ
พระศาสดาถาม <<< เจ้ามาจากไหน?
ปลาตอบ <<< มาจากอเวจีมหานรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา <<< แม่ของเจ้าไปไหน?
ปลาตอบ <<< เกิดในนรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา <<< น้องสาวของเจ้า ไปไหน?
ปลาตอบ <<< เกิดในมหานรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา <<< บัดนี้เจ้าจักไปที่ไหน?
ปลาชื่อกปิละกราบทูลว่า <<< “จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม พระเจ้าข้า”
ดังนี้แล้ว คิดถึงบาปกรรมที่ตนเคยทำ เศร้าเสียใจมากจึงเอาศีรษะฟาดเรือตายในทันทีนั่นเองกลับไปเกิดในนรกแล้ว มหาชนเห็นเรื่องราวทั้งหมด ได้สลดใจมีขนลุกชูชันแล้ว

>>>การบริภาษด่าว่าพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมหนักมาก พวกเราอย่าไปทำเด็ดขาด บางคนแค่ฟังเขาว่าต่อๆ กันมาก็หลงเชื่อ ผสมโรงด่าว่าท่านด้วยความคึกคะนอง กรรมนี้น่ากลัวนัก
>>>ยิ่งในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารออนไลน์ เป็นไปอย่างรวดเร็วกว้างขวาง ยิ่งต้องระมัดระวัง มีสติ ไม่ไปตามแห่ทำบาปกับใคร
การตัดต่อภาพใส่ร้ายป้ายสีพระภิกษุ ยิ่งผิดทั้งศีล ผิดทั้งธรรม จะหาเหตุผลมาอ้างว่าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะคิดว่าท่านไม่ดี เหตุผลนี้เมื่อตายแล้วตกนรก จะเอาไปใช้อ้างกับยมบาลเขาก็ไม่รับฟังเลย

**@แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือ@**
เราอย่าไปบริภาษด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ เพราะเรายังรู้จักท่านไม่จริง แต่จงเอาเวลาไปประพฤติปฏิบัติธรรม กับพระภิกษุรูปใดก็ได้ที่เราถูกอัธยาศัย มีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านดีกว่า ทำอย่างนี้เราจะไม่มีวิบากกรรม จะมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป ทั้งภพนี้และภพหน้า

@ชาวพุทธไทยอย่าหลงประเด็น@


@ชาวพุทธไทยอย่าหลงประเด็น@
- เด็กไทยติดยา ติดเกมส์ ติดการพนัน มั่วเซ็กส์ มากกว่าเด็กไปวัด 10 เท่า
- คนไทยใช้เงินเสพสุรา บุหรี่ ยาเสพติด ปีละ 1 ล้านล้านบาท มากกว่าเงินทำบุญกับวัดทั่วประเทศ 10 เท่า
ข้าศึกที่แท้จริงของสังคมไทยคือ “อบายมุข”
แต่คนไทยที่ห่วงใยพุทธ ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว กำลังถูกชักจูงให้มาทะเลาะกันเอง
"วัดฉันสอนถูก อาจารย์เธอสอนผิด" ด่ากันไปโจมตีกันมาอย่างเมามัน
>>เท่ากับชาวพุทธกำลังทำลายตัวเอง>>
>>อบายมุขก็ขยายตัวอย่างเริงร่า>>
>>ศาสนิกของศาสนาอื่น เขาก็หัวเราะเยาะชาวพุทธไทยว่าโง่
>>เหมือนจิ้งหรีดที่ถูกเขาปั่นหัวให้กัดกันเอง
จริงๆ การด่าว่ากันก็ผิดหลักคำสอนพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
เพราะพระองค์สอนไม่ให้ว่าร้ายกัน (อนูปวาโท)
ใครที่ชอบโจมตีวัด พระ __เขาคือผู้ฝ่าฝืนคำสอนพระพุทธเจ้า
ทำไมเราไม่ใช้พลังไปในทางสร้างสรรค์
ใครชอบคำสอนของวัดไหน พระอาจารย์รูปใด ก็ชวนคนไปเข้าวัดนั้นให้มากๆ แข่งกันทำความดี ดีกว่าแข่งด่ากัน
ทำอย่างนี้คนจะเข้าวัดทุกวัดมากขึ้น อบายมุขจะลดน้อยลง สังคมจะสงบร่มเย็น__พระพุทธศาสนาเจริญ**
ใครที่ด่าว่าโจมตีวัดหรือพระ เขาผู้นั้นคือผู้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว
# อย่าเป็นจิ้งหรีดให้เขาปั่นหัวกัดกันเองอีกเลย #